#ม็อบ12ธันวา64 : ราษฎรพิพากษามาตรา 112

วันที่ 12 ธันวาคม 2564
เวลา 16:00
สถานที่ แยกราชประสงค์
จังหวัด กรุงเทพมหานคร

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

อย่างน้อย 1000

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

12 ธันวาคม 2564 เวลา 16.00 น. ที่แยกราชประสงค์ คณะราษฎรยกเลิก 112 นัดหมายรวมตัวทำกิจกรรม "ราษฎรพิพากษามาตรา 112" อุปกรณ์ที่นักกิจกรรมแนะนำให้เตรียมมาเช่น หน้ากากอนามัย, สีแดงและป้ายประท้วง โดยการจัดการชุมนุมครั้งนี้มีเป้าหมายในการรณรงค์ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากการชุมนุม "ราษฎรประสงค์ยกเลิก 112" เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 โดยเป็นการชุมนุมของครย. เป็นการชุมนุมที่หยิบยกการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาเป็นแก่นหลักในการเรียกร้องเป็นครั้งแรกในคลื่นการชุมนุมของราษฎร

จาก #ปล่อยเพื่อนเรา สู่ #ยกเลิก112

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสืบย้อนไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 แกนนำราษฎรเช่น อานนท์ นำภาและพริษฐ์ ชิวารักษ์ต้องถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีมาตรา 112 จากการชุมนุมและปราศรัย #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และต่อมาในเดือนมีนาคม 2564 ศาลอาญามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวแกนนำเพิ่มเติมในคดีเดียวกันคือ รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอก

สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้นักกิจกรรมที่เหลืออยู่ภายนอกเคลื่อนไหวภายใต้ข้อเรียกร้องสำคัญคือ ศาลต้องปฏิบัติตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาและปล่อยตัวผู้ต้องหาทางการเมืองระหว่างการพิจารณาคดี กลุ่มเคลื่อนไหวสำคัญคือ ราษฎร, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, Unme of Anarchy (ชื่อเดิมก่อนเปลี่ยนเป็นทะลุฟ้า), พลเมืองโต้กลับและพลเมืองเสมอกัน รวมทั้งแนวร่วมราษฎรในต่างจังหวัด โดยพื้นที่ทำกิจกรรมหลักมักจะอยู่บริเวณหน้าศาลฎีกา, ศาลอาญาและศาลจังหวัดต่างๆ

นอกจากนี้ Unme of Anarchy ยังมีข้อเรียกร้องการยกเลิกมาตรา 112 แต่เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของกลุ่มทั้งหมดสี่ข้อคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่ง,เรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ, ยกเลิกมาตรา 112 และปล่อยตัวนักกิจกรรม ครั้งนั้นข้อเรียกร้องเรื่องมาตรา 112 ไม่ได้ถูกเน้นหรือผลักดันเป็นรูปธรรมชัดเจน จนกระทั่งผู้ต้องหาทางการเมืองทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวในเดือนพฤษภาคม 2564

เห็นได้ว่า ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์จนถึงพฤษภาคม 2564 ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแทบทั้งหมดพูดเรื่องการปล่อยตัวผู้ต้องหาทางการเมือง ไม่ได้ผลักดันข้อเสนอสามข้อเดิมอย่างหนักแน่นเช่นในปีที่ผ่านมา แม้แต่รีเด็มที่แรกเริ่มการเคลื่อนไหวเน้นหนักในประเด็นสถาบันกษัตริย์ก็หันมาเคลื่อนไหวเรื่องการปล่อยตัวผู้ต้องหาทางการเมืองเช่นกัน เห็นได้จากการชุมนุมเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 ที่เคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาที่ศาลอาญา พลิกจากเดิมที่เรียกร้องถึงสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนมาที่กลไกศาลและผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีมาตรา 112 แทน

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญในขบวนการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในการคุมขังผู้ต้องหาคดีการเมืองช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ครั้งนี้ยังมีนักกิจกรรมจากพลเมืองโต้กลับและพลเมืองเสมอกันที่ยังคงจัดการกิจกรรมเรียกร้องเรื่องสิทธิประกันตัวเหมือนเช่นที่เคยเป็นช่วงต้นปี แต่ไม่ได้มีการชุมนุมคู่ขนานในหลายพื้นที่และการชุมนุมหลักไม่ได้อยู่ที่เรื่องการเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีทางการเมืองแล้ว หลายกลุ่มประสานแรงผลักดันข้อเรียกร้องเพดานสูงต่ำต่างกัน แต่ไม่ขัดแย้งในแง่การเคลื่อนไหว เช่น สมบัติ บุญงามอนงค์, ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ, ไทยไม่ทน ปีกเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตยและนปช.เดิม, ทะลุฟ้า, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และรีเด็ม

อาจกล่าวได้ว่า การเคลื่อนไหวก้าวข้ามการหยุดรอเพื่อให้แกนนำหรือนักกิจกรรมออกมาจากเรือนจำแล้ว พวกเขาเดินหน้าต่อในการเรียกร้องและปลดล็อคไม่ให้การเคลื่อนไหวต้องติดอยู่ในวังวนการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมที่รณรงค์เรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ด้วยการเผชิญหน้าและพูดถึงปัญหาสำคัญอย่างประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างตรงไปตรงมา พวกเขาเชื่อว่า การไม่ยกเลิกมาตรา 112 จะทำให้ไม่สามารถพาสังคมไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ได้ นำไปสู่การรณรงค์เข้าชื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ครั้งนี้กลุ่มรณรงค์ที่รับบทบาทนำคือ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และทะลุฟ้า ทั้งสองร่วมกับเครือข่ายนักกิจกรรมรวมตัวกันในชื่อคณะราษฎรยกเลิก 112 รณรงค์ให้ประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 รวบรวมรายชื่อจำนวน 10,000 คน และนำเสนอต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณายกเลิกมาตรา 112 ปัจจุบันมีการรวบรวมรายชื่อผ่านทางเว็บไซต์ no112.org ได้ทั้งหมด 235,516 รายชื่อแล้ว

การวางกำลังของตำรวจและพัฒนาการแจ้งเตือนการชุมนุม

บรรยากาศการรวมตัวทำกิจกรรมวันนี้ ตำรวจยังวางจุดตรวจความมั่นคงขาเข้าแยกราชประสงค์ เช่น ที่แยกประตูน้ำและแยกเฉลิมเผ่า จากการสังเกตการณ์ต่อเนื่องตำรวจมักจะเรียกตรวจสอบผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของบริษัทเดลิเวอรี่ต่างๆ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติคล้ายคลึงกับช่วงการชุมนุมที่แยกดินแดง เนื่องจากผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมบริเวณแยกดินแดง บางส่วนเป็นพนักงานบริษัทเดลิเวอรี่ ทำให้กลุ่มนี้ถูกตำรวจตรวจตราอย่างละเอียด

บริเวณจุดตรวจ ตำรวจส่วนใหญ่สวมใส่ชุดเครื่องแบบสีกากี มีรายงานการพกอาวุธปืนสั้นและปืน FN-303 ในจุดตรวจแยกประตูน้ำ แนวทางการแต่งเครื่องแบบสีกากีและการพกอาวุธเกิดขึ้นเด่นชัดหลังการสลายการชุมนุมที่แยกดินแดงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2564 ลักษณะดังกล่าวกลายเป็นเส้นมาตรฐานที่ตำรวจจะใช้ในการดูแลการชุมนุมสาธารณะในทุกแบบ แม้กระทั่งการชุมนุมเรื่องสิทธิในถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านจะนะ

ขณะที่การดำเนินการของตำรวจเรื่องการแจ้งเตือน วันนี้พ.ต.อ.นิมิตร นูโพนทอง ผู้กำกับการสน.ลุมพินีที่ได้รับการโยกย้ายใหม่มีการประกาศแจ้งเตือนพร้อมป้ายสีน้ำเงินมีข้อความขนาดใหญ่ว่า "ขั้นตอนประกาศแจ้งตือนผู้ชุมนุม" และประกาศข้อกฎหมายคล้ายที่เคยเป็นคือ ประกาศว่า "ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมเนื่องจากมีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาและการชุมนุมดังกล่าว ถ้าเป็นการยุยง ทำให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองก็จะเป็นความผิดตามกฎหมาย ดังนั้นสิ่งที่น้องๆหรือพี่ๆกำลังทำอยู่ขณะนี้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเนื่องจากผิดประกาศตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการปิดกั้นการจราจรอย่างนี้เป็นความผิดตามกฎหมายเรื่องพ.ร.บ.จราจรฯ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชน ดังนั้นในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอมาประกาศแจ้งเตือนให้ทราบข้อกฎหมายและขอให้ยุติการจัดกิจกรรมนี้"

ลำดับเหตุการณ์

เวลา 14.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการใช้ผ้าใบปิดพระฉายาลักษณ์ของพระนางเจ้าสิริกิติ์และป้ายสตช. ไม่ปิดป้ายดิจิตอลพระบรมฉายาลักษณ์ ร.10 มีการเตรียมรถฉีดน้ำไว้ 2 คัน รถขยายเสียงขยายใหญ่ 1 คัน โดยรถฉีดน้ำที่จอดติดริมกำแพงด้านฝั่งทางออกเป็นรถฉีดน้ำที่มักจอดประจำ ขณะที่รถฉีดน้ำอีกคันหนึ่งจอดที่ฝั่งทางเข้า มีเจ้าหน้าที่ประจำการ สำหรับตำรวจที่วางกำลังบริเวณนี้ส่วนใหญ่อยู่ในชุดสีกรมท่า

เวลาเดียวกันที่จุดตรวจแยกเฉลิมเผ่า ตำรวจในชุดสีกากีเริ่มตรวจรถจักรยานยนต์ที่ผ่านมา มีการเรียกตรวจรถของบริษัทส่งอาหารและประชาชนทั่วไป แต่ยังไม่พบการคุมตัว ต่อมาเวลา 14.31 น. รถยนต์ของกลุ่มทะลุฟ้าที่จอดริมฟุตบาทเซ็นทรัลเวิร์ดได้รับใบสั่งฐานจอดรถในเขตห้ามจอด บริเวณนี้พบตำรวจในเครื่องแบบสีกากีพกปืนสั้น

เวลา 15.10 น. เริ่มปิดการจราจรที่หน้าเซ็นทรัลเวิร์ด ฝั่งมุ่งหน้าแยกประตูน้ำ ทีมงานเริ่มตั้งเวที ต่อมา พ.ต.อ.นิมิตร นูโพนทอง ผู้กำกับการสน.ลุมพินีเข้ามาในพื้นที่ พร้อมประกาศว่า "ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมเนื่องจากมีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาและการชุมนุมดังกล่าว ถ้าเป็นการยุยง ทำให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองก็จะเป็นความผิดตามกฎหมาย ดังนั้นสิ่งที่น้องๆหรือพี่ๆกำลังทำอยู่ขณะนี้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเนื่องจากผิดประกาศตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการปิดกั้นการจราจรอย่างนี้เป็นความผิดตามกฎหมายเรื่องพ.ร.บ.จราจรฯ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชน ดังนั้นในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอมาประกาศแจ้งเตือนให้ทราบข้อกฎหมายและขอให้ยุติการจัดกิจกรรมนี้" โดยวันนี้ตำรวจมีการทำป้ายขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่มาแสดงด้วย โดยระบุว่า ขั้นตอนนี้เป็นการประกาศแจ้งเตือน หลังจากประกาศตำรวจออกจากพื้นที่ไป

เวลา 15.33 น. ที่แยกประตูน้ำ ตำรวจตั้งจุดตรวจ บริเวณนี้ตำรวจพกปืนสั้นและปืน FN-303 มีการเรียกตรวจรถกระบะที่ติดสติ๊กเกอร์ #saveจะนะ และนำสติ๊กเกอร์ที่อยู่บนรถลงมาตรวจดู ขณะนี้ตำรวจยังไม่ปล่อยรถคันดังกล่าว ต่อมาเวลา 16.08 น. ตำรวจปล่อยคนขับรถกระบะดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่ชุมนุมแล้ว โดยไม่ได้ยึดป้ายรณรงค์แต่อย่างใด

เวลา 16.10 น. สมยศ พฤกษาเกษมสุขให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางในการเคลื่อนไหวระบุว่า ในสองสัปดาห์ข้่างหน้าจะมีการชุมนุมในพื้นที่ต่างจังหวัด มีการเปิดเสียงปราศรัยเรื่อง #ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ของอานนท์ นำภา นอกจากนี้ยังมีการติดป้ายข้อความว่า No God No Kings only Human

เวลา 17.12 น. มีรายงานว่า ตำรวจติดต่อให้ทีมงานปลดป้าย No God No Kings only Human ออกจากสะพานทางข้ามเซ็นทรัลเวิร์ด ทีมงานจึงบอกว่า ถ้าหากตำรวจคิดว่า ประโยคนี้ผิดกฎหมายให้มารื้อออกเอง ตำรวจปฏิเสธ พร้อมย้ำว่า ผู้ใหญ่ไม่สบายใจ

เวลา 17.20 น. ตำรวจขึ้นไปบนทางข้ามและถอดป้าย "No God No Kings only Human" ออกทั้งหมด 2 ป้าย รวมทั้งป้าย "ราษฎรพิพากษามาตรา 112"ด้วย แต่ท้ายสุดคืนป้ายข้อความ "ราษฎรพิพากษามาตรา 112 ให้ผู้ชุมนุม" ผู้ชุมนุมบางส่วนตะโกนต่อว่าและเดินตามตำรวจเข้าไปที่เดอะมาร์เก็ต อย่างไรก็ตามมีการ์ดผู้ชุมนุมเดินประกบท้ายดูแลตำรวจไปด้วย

เวลา 17.30 น. เริ่มต้นม็อบเสวนาเรื่อง "ราษฎรพิพากษา มาตรา 112" อนุลักษณ์ กุลสิงห์ครับ ตัวแทนจากเครือข่ายนักศึกษา กล่าวว่า จำเป็นจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ร่างมาตั้งแต่สมัยคสช. ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่อุเชนทร์ เชียงแสน กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า

กรณีคำวินิจฉัยในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 โดยทั่วไปเราสามารถเข้าใจตัวบทได้หลายอย่าง ที่ผ่านมามีนักนิติศาสตร์ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คำวินิจฉัยนี้มีปัญหา รวมทั้งความกังขาที่เกิดขึ้นในหัวใจของพี่น้องประชาชน เรากังขาต่อความสามารถในการวินิจฉัยของตุลาการเองด้วย ผมเสนอว่า คำวินิจฉัยนี้ไม่มีความน่าสนใจหรือมีคุณค่าในทางกฎหมายมากนัก เท่ากับว่า มันสะท้อนความเห็นและคุณค่าบางอย่างที่ผู้คนในสังคมนี้มีต่อสิ่งต่างๆอย่างไร เพราะฉะนั้นผมอยากให้มองกลับไปใหม่ อ่านมันในฐานะที่เป็นการสะท้อนความเห็นของชนชั้นนำไม่เฉพาะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่มีต่อการเคลื่อนไหวปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของราษฎรในช่วงที่ผ่านมา จนในที่สุดนำไปถึงข้อสรุปที่ว่า มีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อล้มล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ใช่การปฏิรูปและการกระทำของเพื่อนเราที่อยู่ในคุกสามคน เป็นการละเมิดกฎหมาย มีมูลเหตุจูงใจเพื่อล้มล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข...

ถ้าเราอ่านแบบนี้ มันสะท้อนให้เห็นว่า โอกาสในการปฏิรูปเรื่องสถาบันกษัตริย์มีความเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหนและชนชั้นนำมีความพร้อมที่จะปรับตัวขนาดไหน เวลาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผล เหตุผลที่ถูกใช้ในการตัดสินการกระทำนั้นเน้นความสำคัญและความต่อเนื่องของสิ่งที่เรียกว่า สถาบันกษัตริย์ในฐานะองค์ประกอบหลักของชาติและระบอบการปกครอง เช่น จะระบุว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นเสาหลักสำคัญที่จะขาดเสียไม่ได้ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์กับชาติไทยดำรงอยู่คู่กันเป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดำรงอยู่ในอนาคต นี่คือหลักการของทั้งหมด เพราะฉะนั้นสำหรับคำวินิจฉัยในตอนนี้ ผมถือว่า มีฐานะแค่ความเห็นเท่านั้น ผมมีข้อสังเกตสามประการ สำหรับความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญ เช่น

ผมคิดว่า คำตัดสินทั้งหมดนี้ไม่ได้มีการวางหลักการในคำตัดสินเลยว่า หลักการประชาธิปไตยคืออะไร อะไรคือ หลักการหรือแก่นสารของสิ่งที่เรียกว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเพราะว่า ถ้าเราจะตัดสินใจเรื่องอะไร ล้มล้างหรือไม่ล้มล้าง เราต้องระบุต้องนิยามให้ได้ก่อนว่า แก่นหรือสาระของมันคืออะไร แต่สิ่งที่วางไว้เนี่ยมีแต่เรื่องเฉพาะสถาบันกษัตริย์เท่านั้น

เวลา 19.22 น. ที่แยกประตูน้ำ ตำรวจตรวจค้นรถจักรยานยนต์ของชาย 5 คน (3 คนมีอายุต่ำกว่า 18 ปี) พบวิทยุสื่อสาร แต่ชายกลุ่มดังกล่าวไม่ได้แสดงใบอนุญาตการใช้ ตำรวจจึงอธิบายว่า จำเป็นจะต้องคุมตัวไปที่สน.พญาไท และหากมีใบอนุญาตให้นำมาแสดงที่นั่นด้วย ท้ายสุดตำรวจปล่อยตัว แต่มีการถ่ายภาพบัตรประชาชนไว้ด้วย

เวลา 19:33 น. ที่แยกประตูน้ำ ฝั่งพาลาเดียม มีพลุดังต่อเนื่องประมาณ 7 นัด

เวลา 20.05 น. สมยศ พฤกษาเกษมสุขอ่านแถลงการณ์คณะราษฎรยกเลิก 112 “ราษฎรพิพากษา มาตรา 112” ปกป้องประชาธิปไตย ปล่อยนักโทษการเมือง - ยกเลิกม.112 โดยสรุปว่า รัฐบาลที่นำโดยประยุทธ์ จันทร์โอชาล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โควิด 19 มีการปราบปรามประชาชน ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบาก รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แต่กลับใช้จ่ายงบประมาณในทางสิ้นเปลือง ไม่ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อาทิ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ด้วยเหตุดังกล่าว คณะราษฎรได้จัดการชุมนุมเสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ ประยุทธ์ จันทร์โอชาและองคาพยพต้องลาออก, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นฉบับของประชาชนและปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

โดยทั้งสามข้อนี้ คือข้อเรียกร้องที่จะนำไปสู่หลักการประชาธิปไตยที่ว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย” อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีประชาชนถูกกล่าวหาด้วยมาตรา 112 เป็นจำนวนถึง 162 คนด้วยกัน และยังมีจำเลยคดีมาตรา 112,ยังถูกคุมขัง ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวอยู่ในขณะนี้

จากการประชุมทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งมี 193 ประเทศทั่วโลกเข้าประชุม ประเทศไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงสิทธิพลเมืองหลายด้าน ส่วนหนึ่งของการถูกวิจารณ์คือ ปัญหาสิทธิในการแสดงความคิดเห็น มีหลายประเทศแสดงความกังวลถึงการบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 หากรัฐไทยยังบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 อยู่ นอกจากจะเสียเสถียรภาพทางด้านการทูตแล้ว ประเทศไทยจะถูกมองว่าเป็นประเทศที่ล้าหลังด้านสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกคำวินิจฉัยว่า การแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมของแกนนำคณะราษฎรเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เป็นการล้มล้างการปกครอง ทำให้มีการฉวยโอกาสใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้ ข่มขู่ที่จะยุบพรรคการเมืองที่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 คุกคามเสรีภาพสื่อมวลชน ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมโดยสงบของประชาชน

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีอยู่ของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นการล้มล้างสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมการเมืองของประชาชน อันเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย หากปล่อยให้รัฐบาลเผด็จการและองคาพยพกดขี่ประชาชนเช่นนี้ต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะนำไปสู่การพังทลายของการปกครองประชาธิปไตย ประชาชน ณ แยกราษฎรประสงค์แห่งนี้ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคน ยกเลิกมาตรา 112 และให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยต่อไป

เวลา 20.30 น. รามิล วิธญา คลังนิล กลุ่ม artn’t อ่านบทกวีและมีการแสดง Performance art เขียนคำว่า freedom ลงบนกระดาษขาวและนำสีดำมาราดบนกระดาษ ต่อมานำเชือกมาพันตั้งแต่ข้อเท้าขึ้นมาที่ข้อมือ

เวลา 20.55 น. วงสามัญชนร้องเพลงฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ ขณะที่มีกานำธงสีดำ ยกเลิก112 และธงสีแดงเขียนสามข้อเรียกร้องไปโบกเหนือเวที จากนั้นธัชพงศ์ประกาศยุติการชุมนุม และฝากให้ติดตามการเคลื่อนไหวของชาวจะนะที่จะทวงสัญญาที่ทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานการจับกุมชายที่ราชปรารภ1ราย ตำรวจทำบันทึกจับกุมให้เซ็นแล้วก่อนให้พบทนาย โดยกล่าวหามั่วสุมก่อความวุ่นวายจากเหตุการณ์ยิงพลุที่ใต้แอร์พอร์ตลิงค์ ราชปรารภ ขณะชายคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลที่เข่า 2 ข้าง เหตุถูกผลักให้ล้มขณะถูกจับกุม ตำรวจจะขออำนาจศาลแขวงดุสิตฝากขังในเช้าวันที่ 13 ธันวาคม 2564