#ม็อบ14ตุลา : นิสิตนเรศวรรำลึก 14 ตุลา

วันที่ 14 ตุลาคม 2564
เวลา 17:00 - 20:00
สถานที่ ลานสมเด็จฯ
จังหวัด พิษณุโลก

วัตถุประสงค์การชุมนุม

รำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

14 ตุลาคม 2564 เวลา 17.30 น. ที่ลานสมเด็จ ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร กลุ่ม NU - Movement และ Plkkidsdemocracy ทำกิจกรรม " ตุลาที่ต้องจำ ใครกระทำประชาชน" ผ่านการรับชมหนังริมรั้วและนิทรรศการรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการฉายหนังกลางแปลงเรื่อง  " Democracy after death "เพื่อรำลึกเหตุการณ์ หลังจากนั้นเวลา 19.34 น. มีตัวแทนปราศรัยว่า จะต้องสถาปนาอำนาจของประชาชนและไปให้ไกลกว่าที่เคยไปในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 รวมทั้งจะต้องจัดวางอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยด้วย เราจำเป็นต้องวิพากษ์วิจารณ์ได้ "ต้องไม่พูดกระอ้อมกระแอ้มว่า การต่อสู้เป็นการต่อสู้ของเผด็จการกับประชาธิปไตย แต่มันคือการต่อสู้เพื่อจัดวางอำนาจของสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้อำนาจของประชาชนต่างหากต้องพูดให้มันชัด" 

การต่อสู้กับเผด็จการมันอาจดูเท่แต่มันไม่สะท้อนปัญหาจริงๆ คนที่ตายในเดือนตุลาคมปูทางให้พวกเราได้เคลื่อนไหวในทุกวันนี้ การเปิดสารคดีกลางแปลงนี้เพื่อทบทวนความรุนแรงในการเมืองไทย "ความรุนแรงมาจากไหน เคยมาจากประชาชนไหม ตำรวจ ทหารในยุคนี้ ในช่วงชีวิตของพวกเขาเคยยิงใครบ้างนอกจากยิงประชาชน มึงเคยเอาปากกระบอกปืนไปจี้ใครบ้าง นอกจากจี้ประชาชน เวลาที่โพสต์เฟซอย่างภาคภูมิใจว่า ทำหน้าที่เพื่อชาติ เคยตระหนักตรงนี้ไหมว่า มึงเคยยิงใครบ้างนอกจากยิงประชาชน" 

เราต้องไม่ลืมว่า รัฐเคยทำอะไรเอาไว้ เมื่อขึ้นมามีอำนาจมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประนีประนอมและคุยกัน มันต้องไม่ให้อภัยกับความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นต่อผู้ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย จากนั้นเวลา 19.52 น. ตัวแทนขอให้ผู้ร่วมกิจกรรมยืนขึ้นและชูสามนิ้วเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ประชาชนจะไม่ยอมมึงอีกต่อไป

นอกจากนี้เพจ NU-Movement ที่ใช้สำหรับสื่อสารของกลุ่มยังได้เผยแพร่ ข้อมูลจากวารสาร อ.ม.ธ. ฉบับพิเศษ วันมหาปิติ 14 ตุลาคม 2516 ได้มีการกล่าวถึงการเคลื่อนไหวในจังหวัดพิษณุโลก ระบุถึงการเคลื่อนไหวในวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก(ปัจจุบันชื่อมหาวิทยาลัยนเรศวร) ซึ่งได้พบว่ามีเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหารของพลเอกถนอม กิตติขจร ตั้งแต่วันที่ 9 – 22 ตุลาคม 2516 และในวันที่ 16 ตุลาคม 2516 ก็ได้มีการออกแถลงการณ์ 3 ฉบับ ที่ออกมาในนาม “ศูนย์บัญชาการผนึกกำลัง นิสิต นักศึกษา และนักเรียน จังหวัดพิษณุโลก” ตามที่วารสารกล่าวไว้  โดยการเคลื่อนไหวในช่วงนั้นได้มีการเรียกร้องให้ทางวิทยาลัยหยุดเรียน นิสิตนักศึกษาก็มีการชุมนุมในห้องประชุมที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก  ติดโปสเตอร์ล้อเลียนรัฐบาลเผด็จการทหาร  เดินขบวนรอบเมือง และมีการตั้งจุดชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดพิษณุโลกกับหอนาฬิกากลางเมืองพิษณุโลก ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามปราบปรามและได้กีดกันอาจารย์ไม่ให้เข้าร่วมเดินขบวนกับนิสิตนักศึกษา  ขณะเดียวกันก็ได้มีการตั้ง “ศูนย์บัญชาการผนึกกำลัง นิสิต นักศึกษา และนักเรียน จังหวัดพิษณุโลก” และทาง “ศูนย์บัญชาการผนึกกำลัง นิสิต นักศึกษา และนักเรียน จังหวัดพิษณุโลก” ก็ได้มีการส่งตัวแทน 6 คน ไปเข้าร่วมกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เพื่อคอยรายงานข่าวเคลื่อนไหวของธรรมศาสตร์กับกรุงเทพในช่วงนั้น ที่มีการบิดเบือนและปิดกั้นสื่อซึ่งเป็นเรื่องปกติของรัฐบาลเผด็จการ และในวันที่ 19 ตุลาคม 2516 มีตัวแทนแจ้งว่า ให้มารับศพวีรชนชาวพิษณุโลก

ปัจจุบัน เหตุการณ์การเคลื่อนไหวเหล่านี้ราวกลับถูกทำให้หลงลืมไป เมื่อเราก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยก็มักจะมีเพียงการผลิตซ้ำความคิดราชาชาตินิยม ซึ่งจะเห็นได้จากอัตลักษณ์นิสิตที่มีบางข้อที่บอกว่า “ภูมิใจในชาติ” ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ความหมายของชาติในอัตลักษณ์นิสิตคืออะไร? (มีประชาชนอยู่ในความชาตินั้นไหม หรือมีแค่ ชาติ(เจ้า?) ศาสน์ กษัตริย์) และเมื่อกล่าวถึงกิจกรรม พิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ beginning camp จะมีการพูดว่า “ที่เรามาเจอกันเพราะว่าเราเป็นลูกนเรศวรกับเป็นทหารพระนเรศวรมาก่อน” ประโยคนี้แสดงให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญกิจกรรมในลักษณะเหล่านี้มากกว่าจะให้ความสำคัญกิจกรรมในลักษณะการเคลื่อนไหวของนักศึกษามหาวิทยาลัยของตนเองและประชาชนในพิษณุโลก กิจกรรมเหล่านี้ที่ทำให้นิสิตกลายเป็นเพียงตัวประกอบในเรื่องเล่าของพระนเรศวร ทั้งที่การเคลื่อนไหวของนิสิตในในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่เป็นของนิสิตและประชาชนจริง ๆ กลับถูกทำให้ลืม