#6ตุลา : ครบรอบ 45 ปี การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 6 ตุลาคม 2564
เวลา 07:30 - 20:00
สถานที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
จังหวัด กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์การชุมนุม

รำลึกเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

6 ตุลาคม 2564 ครบรอบ 45 ปี การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กำหนดการกิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 7.30 - 20.00 น. ตัวแทนมีการกล่าวปาฐากถา, อ่านบทกวีและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และเวลาประมาณ 16.00 น. จะมีเวทีปราศรัย และกิจกรรมดนตรี จนถึงเวลา 20.00 น.

ตั้งแต่เวลา 7.00 น. บริเวณท้องสนามหลวง เจ้าหน้าที่มีการนำตู้คอนเทนเนอร์และโบกี้บรรทุกถังน้ำมันมาวางเป็นแนวบริเวณถนนกึ่งกลางสนามหลวง เป็นวางยาวมาปิดถนนหน้าพระลาน ฝั่งตึกแดง โดยเป็นการเตรียมการตั้งแต่เวลาประมาณ 23.30 น. ของเมื่อวานนี้ 

ขณะที่ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเพียงทางเข้าฝั่งหอประชุมใหญ่เท่านั้น ส่วนประตูอื่นๆปิดอยู่และมีการปิดป้ายประกาศมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง มาตรการและคำแนะนำการการป้องกันควบคุมโรคไวรัสโคโรนา 19 (Covid 19) ฉบับที่ 33 ให้ปิดมหาวิทยาลัยจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2564
ภายในงานมีการคัดกรองอุณหภูมิจากทีม Fav.53 และการวางพวงมาลาจากกลุ่มต่างๆ ทั้งนิสิต , นักศึกษา, นักกิจกรรมและนักการเมือง ด้านบนหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการติดตั้งนิทรรศการ 6 ตุลา 2519 ต่างความคิดผิดถึงตาย และบริเวณคณะนิติศาสตร์กลุ่มทะลุฟ้าแสดงออกเชิงสัญลักษณ์โดยใช้หุ่นฟางสาดสีแดงแทนศพวีรชน 6 ตุลา นอกจากนี้ยังมีป้ายรณรงค์เรื่องมาตรา 112 มรดกของเหตุการณ์ 6 ตุลาของกลุ่มครช.ด้วย

ตั้งแต่เวลา 14.30 น. ตำรวจเริ่มวางตู้คอนเทนเนอร์ปิดกั้นเส้นทางจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปพระบรมมหาราชวัง คือ ถนนมหาราช, ถนนหน้าพระลานและถนนราชดำเนินใน

o	  ปาฐากถาตอนหนึ่ง โดย กฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ ทนายด่างกล่าวปาฐากถาในงานครบรอบ 45 ปีเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 กล่าวถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ธรรมศาสตร์ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง นับหนึ่งทวงคืนความเป็นธรรมนำคดีขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ
https://www.facebook.com/299528675550/posts/10165921068320551/?d=n

ลำดับเหตุการณ์

เวลา 07.30 น. เริ่มทำบุญตักบาตร จากนั้นผู้ร่วมกิจกรรมยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงวีรชน 6 ตุลา

เวลา 07.52 น. จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ กล่าวว่า ตั้งแต่แรกมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้จัดงาน ทางทีมจึงมองว่า หากยอมครั้งนี้จะต้องยอมตลอดไป จึงยืนยันที่จัดกิจกรรมในวันนี้ จากนั้นจึงอ่านรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลา

เวลา 08.00 น. วาดดาว-ชุมาพร แต่งเกลี้ยง อ่านบทกวี ในบทสุดท้ายของวัฒน์ วรรลยางกูร มีการขอให้สุรีรัตน์ ชิวารักษ์ แม่ของเพนกวิน-พริษฐ์ ขึ้นมาบนเวทีร่วมกัน และขอให้ทุกคนปรบมือให้กับแม่สุและผู้ต้องหาคดีการเมืองที่อยู่ในเรือนจำทุกคน จากนั้นขอให้พ่อของไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและแม่ของกมนเกด อัคฮาด มาร่วมยืน โดยทั้งสามร่วมกันชูสามนิ้ว ท่ามกลางเสียงปรบมือของประชาชนที่มาร่วมงาน

สุรีรัตน์ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ในเรือนจำของเพนกวินว่า ขณะนี้เพนกวินถูกคุมขังในแดน 4 ยังคงปรากฏอาการอ่อนแออยู่ เมื่อวานนี้ทนายความเข้าเยี่ยมก็บอกว่า เพนกวินดูป่วย ดูกลับมามีอาการเหนื่อย วันนี้เพนกวินมีสุนทรพจน์มาให้แม่อ่านแทนเขา เขาฝากความหวังในการเคลื่อนไหวไว้กับคนข้างนอกเพราะเขาอยู่ข้างในเขาคงทำอะไรไม่ได้มาก ขอส่งกำลังใจในการเคลื่อนไหว "ตอนนี้กำลังใจเขาดีเยี่ยม ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง"

อย่างไรก็ตามตอนนี้เพนกวินประสบปัญหาการเรียนการสอบ "เพนกวินไม่อยากหยุดเรียน เขาไม่อยากดรอปอีก เขาดรอปมาหลายเทอมแล้ว แม่เลยติดต่ออาจารย์เรื่องการขอสอบผ่านเรือนจำ ได้รับคำตอบมา บางท่านก็โอเคแต่มีอาจารย์บางท่านไม่สะดวก ท่านก็แนะนำให้ถอนซะ ซึ่งถอนอีกเมื่อไหร่จะจบ กวิ้นอยากเรียนนะ ไม่ใช่ไม่อยากเรียน แม่ถามกวิ้นตั้งแต่แรกๆเลยว่า กวิ้นจะเรียนไหม กวิ้นบอกเรียนสิ เขาไม่อยากถอน ขอให้แม่ช่วยติดต่ออาจารย์ให้หน่อย เขาไม่อยากถอน อยากสอบในนั้น ในนั้นการส่งหนังสือเข้าไปยากมาก การตรวจสอบเยอะมาก ยากมาก"

สำหรับประเด็นเรื่องมาตรา 112 ซึ่งมีการเพิ่มโทษหลังเหตุการณ์ #6ตุลา แม่สุมองว่า

"โลกนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว คนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็นโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เราทุกคนก็ควรจะรับฟังความคิดเห็นของทุกคน แม่สอนลูกแม่มาอย่างนั้น บางทีเรื่องบางเรื่อง ภาพบางภาพสิ่งบางสิ่ง คนรับรู้แตกต่างกัน เราก็คุยกัน ทำไมแม่คิดแบบนี้ ทำไมกวิ้นคิดแบบนี้...เราก็จะจูนกันว่า เพราะแบบนี้เราเข้าใจกันได้ ฉะนั้นทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการพูด ถ้าคุณคิดว่า การพูดเป็นการทำร้ายคนนั้นหรือเป็นการอะไรต่างๆ หรือความคิดเห็นนี้มันไม่ดี คุณไม่ต้องทำอะไรหรอก ถ้าเด็กเขาออกมาพูดออกมาทำแล้วสังคมคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เด็กทำ มันเป็นเรื่องธรรมชาติว่า ประเด็นนั้นจะจบไป ก็จะฝ่อไป แต่ถ้าเกิดประเด็นไหนที่สังคมยอมรับเห็นด้วยท่านก็ควรจะรับฟังดีไหม อย่างน้อยๆเด็กก็พร้อมที่จะคุยด้วย เราเชื่อว่า กวิ้นพร้อมที่จะคุย กวิ้นบอกแม่เสมอว่า กวิ้นพร้อมที่จะคุยกับทุกคน ใครทุกคนที่จะคุยกับกวิ้นโดยปราศจากความเกลียดชัง ยินดีที่จะคุยเสมอ เขามีเหตุผลที่จะฟัง อยากจะให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเป็นสิทธิเสรีภาพที่ไม่ถูกทำโทษ ไม่ถูกกฎหมายคุกคาม"

กฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ ทนายด่างกล่าวปาฐากถาในงานครบรอบ 45 ปีเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ธรรมศาสตร์ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง นับหนึ่งทวงคืนความเป็นธรรมนำคดีขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

“ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมในงานนี้ เราคงผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลามาด้วยความยากลำบากและวันนี้ก็เป็นการจัดงานรำลึก 6 ตุลาที่ยากลำบากอีกปีหนึ่ง… 6 ตุลา 19 ในวันที่เกิดขึ้นก็เป็นวันที่ประชาชน นักเรียน นักศึกษาไม่ได้รับความยุติธรรมในระบบยุติธรรมในประเทศนี้อยู่แล้ว ถนอม ประภาส ณรงค์ ซึ่งสังหารประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้วหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ คณะกรรมการของรัฐบาลอาจารย์สัญญา มีมติว่า กระทำความผิดถึงขนาดยึดทรัพย์สิน ถูกให้ออกจากราชการ เมื่อกลับมาประเทศไทย ไม่มีรัฐบาลใดนำตัวมาลงโทษ อันนี้เป็นความอยุติธรรมครั้งที่หนึ่ง จนบัดนี้วิญญาณของวีรชน 14 ตุลา ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม จับสามทรราชให้มาถูกลงโทษ สังเกตดูว่า สามทรราชไม่ได้พูดถึงสามคนในปัจจุบันแต่เป็นสามทรราชในขณะนั้น”

“ชุมพร ทุมไมยและวิชัย เกษศรีพงศ์ษา สหภาพแรงงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเรียกร้องร่วมกับนักศึกษาทั่วประเทศให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นเอาตัวถนอมที่หลบหนีและกลับมาในประเทศมาลงโทษ ถูกนำไปแขวนคอที่โรงงานร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม จนบัดนี้ฆาตรกรที่จับคนทั้งสองไปแขวนคอยังไม่ถูกลงโทษ นี่คือความอยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมครั้งที่สอง”

“เหตุการณ์ 6 ตุลาที่เราเห็นในนิทรรศการหรือเรารู้จักกันตลอดเวลา 45 ปี ความโหดร้ายป่าเถื่อนที่องค์กรจัดตั้งของรัฐบาลในขณะนั้น กรณีกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้านหรือตำรวจพลร่มค่ายนเรศวรนำกำลังเข้ามาปราบปรามนักศึกษาในทีนี้ สถานที่จริง เมื่อ 45 ปีที่แล้ว ในเวลาเดียวกับที่เรายืนตรงนี้ มีคนตายมากกว่าจำนวนที่บันทึกไว้จำนวนมาก ไม่มีผู้ใดได้รับการลงโทษ หอสมุดแห่งชาติ ไม่มีหนังสือบันทึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แม้แต่เล่มเดียว แบบเรียนในหนังสือประวัติศาสตร์ของชาติไทยไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา สุดท้ายรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับฆาตกรที่ฆ่าคนในเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์ นี่คือความอยุติธรรมที่เราได้รับ”

“หลังจากนั้นมากระบวนการยุติธรรมของเราไม่ได้เคยทำงานเพื่อเอาตัวฆาตกรในเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลามาลงโทษแต่อย่างใด เหตุการณ์ผ่านมา 45 ปี เรายืนยันได้ข้อที่หนึ่ง 6 ตุลาคม 2519 ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง เป็นความจงใจของกลุ่มผู้มีอำนาจในขณะนั้นที่ต้องการจะเข้ามากวาดล้างฆ่าฟันและสังหารหมู่นักศึกษาที่เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตย เป็นความจงใจ เป็นความตั้งใจ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาของ 45 ปีที่เราเรียกร้องให้หาคนทำผิดมาลงโทษ วันนี้เราจัดงานรำลึก 45 ปี 6 ตุลาด้วยความยากลำบาก เข้าใจว่า พี่น้องที่มาทุกคนในที่นี้คงรู้เห็นว่า กว่าที่เราจะมาจัดงานรำลึกและจัดงานเรียกร้องความยุติธรรมมันเป็นไปได้ยาก หลังจากวันนี้ เรา ผม พี่น้องทุกคนอาจถูกดำเนินคดีในข้อหาอะไรก็ได้ที่เขากล่าวหาว่า เราจัดงานในครั้งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ แต่ผมเข้าใจดีว่า ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ไม่มีใครวิตกเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย”

“เราคงไม่ได้จัดงาน 6 ตุลาคมทุกปีเพียงเพื่อรำลึกหรือแสดงภาพอันโหดร้ายของฆาตกรที่สั่งฆ่านักเรียน นักศึกษาในวันนั้นเท่านั้น จุดมุ่งหมายที่เราเรียกร้องคือการให้นำตัวคนผิดมาลงโทษ ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 จนถึงวันนี้เป็นสิ่งที่พวกเรายืนยันตลอดมา วันนี้มีหมุดหมายที่สำคัญที่เราจะเริ่มนับหนึ่งในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ หลายคนอาจจะสงสัยว่า เมื่อเหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 45 ปี ทำไมจำเป็นต้องเอาคนผิดมาลงโทษ แล้วคนผิดเหล่านั้นบางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว มีประโยชน์อันใดที่จะกลับไปพูดถึงมัน มีเหตุผลอยู่สองสามข้อที่เราจะต้องทำ”

“ประการแรกที่สุด วีรชน 6 ตุลา นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่เสียสละชีวิต ร่างกายและเสรีภาพของเขาในเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ยังไม่ได้รับการขอโทษใดๆจากรัฐหรือผู้บงการ ยังไม่ได้รับการชดใช้ทั้งเกียรติภูมิที่เสียไป รวมทั้งผู้ที่ถูกรังแกอย่างไม่เป็นธรรมเช่น อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมในขณะนั้น ผมเข้าใจว่า เกียรติภูมิ เกียรติยศ เสรีภาพ ชีวิต เลือดเนื้อของผู้คนที่ผมกล่าวถึงมีความสำคัญเพียงพอที่รัฐไทยจะต้องขอโทษ”

“ข้อสอง การสังหารหมู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่นี่ เมื่อ 45 ปีมาแล้ว ในวันนี้ ซึ่งตรงกับวันพุธ วันเดียวกับวันนี้ ในเวลานี้เป็นเรื่องที่ถูกตัดสินโดยสายตาของมนุษยชาติว่า เป็นอาชญากรรมทางการเมืองที่ผู้ก่ออาชญากรรมต้องได้รับการลงโทษ ข้อสามการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษนั้นเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะต้องไม่ให้ลูกหลานของเราถูกกระทำโดยความอยุติธรรมอีกต่อไป”

“ด้วยเหตุผลปรากฏดังนี้ ผมที่เป็นส่วนเล็กน้อยที่สุด ได้ร่วมกับภาคีนักกฎหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความเห็นว่า เราจะต้องนำตัวคนผิดในเหตุการณ์ 6 ตุลาคมมาลงโทษ ไม่ว่าจะลงโทษในทางสังคม ถึงแม้ว่า คุณตายไปแล้วก็ต้องถูกจารึกว่า เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ลาภยศ บรรดาศักดิ์ต้องถูกถอดถอน”

“มีคนถามว่า เราจะทำอะไร ขอเรียนต่อพี่น้องและขอความสนับสนุน เราจะนำตัวผู้บงการในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าเราจะทำสำเร็จในปีนี้ หรือปีหน้า หรืออีก 45 ปีข้างหน้า เราจะต้องเริ่มทำ เราจะไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์จบลงเพียงวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 เท่านั้น ผมกล่าวอย่างนี้อาจจะมีปัญหาในข้อกฎหมาย ซึ่งมันสลับซับซ้อน แต่ผมอธิบายให้พี่น้องเข้าใจว่า ทำได้อย่างแน่นอน และประเทศไทยเคยเป็นภาคีในอนุสัญญาที่กรุงโรมในปี 2541 ที่นานาชาติ 160 กว่าประเทศจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่นำผู้กระทำความผิดหลายประการมาลงโทษ ประการที่หนึ่ง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประการที่สอง การสังหารหมู่ทางการเมือง และอีกสองประเด็น”

“ในเรื่องการสังหารหมู่ทางการเมือง เราดูแล้วตรงตามที่ธรรมนูญของศาลอาญาระหว่างประเทศตกลงไว้อย่างแน่นอน คดีนี้ไม่มีอายุความตามข้อตกลงระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์เทื่อ 45 ปีที่แล้วเรานำตัวคนผิดมาบงโทษได้อย่างแน่นอน แม้รัฐไทยไม่เคยให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาดังกล่าวถึงแม้เป็นภาคี ไม่ว่าเหตุผลใด ข้ออ้างใด แต่ฆาตกรไม่มีวันพ้นมือจากกระบวนการยุติธรรมอัรเป็นสากลนี้ได้อย่างแน่นอน มีเหตุผลหลายประการที่สนับสนุนสิ่งที่พวกเราคิด ทรราชและนักการเมืองในหลายประเทศ ทั้งในอเมริกาใต้และแอฟริกาถูกออกหมายจับมาลงโทษ ทั้งที่รัฐดังกล่าวไม่ได้เป็นภาคีหรือให้สัตยาบัน จากการศึกษาอย่างรอบด้านเข้าใจว่า เป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ผมเห็นว่า วีรชน 6 ตุลาและวีรชนประชาธิปไตยในทุกๆเหตุการณ์ที่เสียสละชีวิต เลือดเนื้อของตนไปในเหตุการณ์ต่อสู้ทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตยทำสิ่งที่ยากกว่าพวกเราทำ”

เวลาประมาณ 15.30 น. ที่ตึกโดม มีการนำธงสีแดงข้อเรียกร้อง 3 ข้อของราษฎรขึ้นแทนธงชาติไทย โดยธงขึ้นสู่ยอดเสาได้ไม่ถึงหนึ่งนาที เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยนำธงดังกล่าวลงมาและเตรียมชักธงชาติขึ้นสู่ยอดตึกโดมเหมือนเดิม

เวลา 15.45 น. เจ้าหน้าที่ชักธงชาติกลับขึ้นสู่ยอดตึกโดม นักศึกษาที่อยู่บริเวณดังกล่าวชูสามนิ้วไปด้วย

เวลา 16.15 น. ประชาชนนำกระดาษข้อความเช่น October’s cry ไปติดที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามมธ. และห้อยตามต้นมะขาม ขณะที่ด้านหน้าป้ายมธ. มีการนำตัว อ.อ่างไปเติมด้านหน้าชื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็น “อธรรมศาสตร์”

เวลา 16.30 น. เริ่มการปราศรัยจากตัวแทน เช่น บอล ชนินทร์ วงษ์ศรี จากแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และบอย-ธัชพงศ์ แกดำ นักกิจกรรมราษฎรที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในคดีการชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมที่หน้ากองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1

บอย-ธัชพงศ์ ปราศรัยทำนองว่า วันนี้คนเยอะขึ้นกว่าทุกปี ซึ่งกว่าจะจัดได้ก็ยากลำบาก ทั้งที่ความจริงแล้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ควรมีความคิดที่จะห้ามจัด ถ้าผู้บริหารสถาบันคิดไม่ได้ก็ควรลาออกไป

"เราพยายามทุกๆปีเพื่อรำลึกว่า พี่ของเราในยุค 6 ตุลาจะต้องไม่ตายเปล่า เราจัดงานรำลึกเพื่อตามล่าและเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ และปีนี้ก็เช่นกัน ไม่ว่าเราจะถูกกระทำย่ำยีแค่ไหน หนึ่งปีที่ผ่านมาเพื่อนนักศึกษาพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนของเราต้องถูกจับ ถูกใช้ความรุนแรง แต่วันนี้เราได้ประกาศศักดา ไม่ว่าเผด็จการจะปิดกั้นด้วยตู้คอนเทนเนอร์ เอาคฝ. เอาตำรวจมากดดันเราก็จัดได้ และนี่เป็นการประกาศศักดาอีกว่า ต่อจากนี้ที่รุ่นพี่เราที่ตายไป เราจะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ เราจะต้องชำระประวัติศาสตร์ให้ได้ สัญญาได้ไหมว่า เราจะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ แต่ตราบใดที่ประเทศนี้ยังมี 112 อยู่เราจะไม่สามารถชำระประวัติศาสตร์ครั้งนี้ได้เลย พูดพร้อมกัน ยกเลิก 112"

เขาขอให้ผู้มาร่วมกิจกรรมร่วมกันปรบมือให้บรรดานักกิจกรรมที่อยู่ในเรือนจำ โดยกล่าวชื่อเช่น อานนท์ นำภา, เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์, ไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอกและอาทิตย์, เปา, ปีกและไดโน่ จากกลุ่มทะลุฟ้า รวมทั้งผู้ต้องหาคดีการเมืองทุกคนที่ถูกคุมขังอยู่เวลานี้ และกล่าวอีกว่า วันนี้จะไม่ใช่แค่การมาสืบสานเจตนารมณ์ คนผิดจะต้องได้รับการลงโทษ คนสั่งฆ่าจะต้องได้รับการลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นใคร จะใหญ่โตแค่ไหนจะต้องจับมาลงโทษให้ได้ อีกทั้งมาตรา 112 เป็นมรดกของ 6 ตุลาและถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการขจัดคนเห็นต่าง เพื่อนเราที่อยู่ในคุกวันนี้ก็เช่นกัน วันนี้อยากขอบคุณทุกท่าน ขอเสียงปรบมือเป็นกำลังใจให้กับน้องๆธรรมศาสตร์ทุกคน ถ้าผู้บริหารมหาวิทยาลัยปล่อยให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้จัดงาน เราก็จะเอาคืนเช่นกัน ก่อนทิ้งท้ายว่า ประเทศนี้เป็นของประชาชน ไม่ใช่เป็นของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง

หลังจากนั้นลูกนัท-ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ได้ขึ้นเล่นดนตรี ก่อนที่ฝนจะตกลงมาอย่างหนัก ทำให้กิจกรรมต้องหยุดลงชั่วคราว

เวลา 17.47 น. ทีมงานประกาศย้ายไปจัดกิจกรรมต่อที่บริเวณอาคารกิจกรรมแทน

เวลา 18.20 น. วาดดาว-ชุมาพร แต่งเกลี้ยงปราศรัยหัวข้อแด่ผู้หญิงเหล่านั้นที่ไม่มีตัวตนว่า หลายคนบอกว่า สิทธิสตรีรุ่งเรืองเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอตอบได้เลยว่า ไม่จริงเพราะหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ยุคของสตรีรุ่งเรืองอย่างยิ่งจากการที่แรงงานสตรีรวมตัวกัน ชีวิตที่เราเกิดมาเคยมีการบันทึกไหมว่า หลัง 14 ตุลาคม 2516 มีการหยุดงานประท้วงปีละประมาณ 300 ครั้ง ซึ่งมาจากแรงงานสตรี ใครจะรู้ว่า ปี 2517 มีการประท้วงหยุดงาน 357 ครั้ง หนึ่งปีมี 365 วันแต่สามารถหยุดงานประท้วงได้มากเช่นนี้ เห็นได้ว่า แรงงานสตรีและประท้วงนายจ้างเติบโตเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการประท้วงนำมาสู่การปราบปรามของตำรวจจนกรรมกรได้รับบาดเจ็บ เธอกล่าวถึงกรณีการถูกคุกคามทางเพศของสุชีลา แกนนำนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สุชีลาต่อสู้และถูกจำคุกมากกว่าสองปี หลังการล้อมปราบสุชีลาถูกเจ้าหน้าที่จับขึ้นไปบนรถเมล์ ปรากฏการคุกคามทางเพศ มีการพูดกับเธอว่า "ไอ้สัตว์ นมมึงมีเหมือนกับคนเขาไหมวะ?" เธอเบือนหน้าหนี หลังจากนั้นมีมือจำนวนมากมาจับหน้าอกเธอ นี่คือความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นในการชุมนุม วาดดาวขอให้ทุกคนชูสามนิ้วขึ้นมาและกล่าวว่า ขอพูดถึงผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ความเจ็บปวดนี้ขอให้ทุกคนเป็นประจักษ์พยานร่วมกันว่า เราจะยุติความรุนแรงทางเพศ รัชวีเป็นนักศึกษาอีกคนหนึ่งที่ถูกยิงด้วยกระสุนและการชันสูตรพบว่า เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศ

วาดดาวอ่านชื่อและอาการบาดเจ็บจนถึงชีวิตของนักศึกษาหญิงรุ่นใหมเมื่อ 45 ปีที่แล้ว ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการลอยนวลพ้นผิด แต่นับแต่นี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดการลอยนวลพ้นผิด ความรุนแรงทางเพศที่เราจะยุติคือ การยุติปิตาธิปไตยในสังคมไทย

เวลา 19.07 น. ทำกิจกรรมเผาหุ่นศพ สาปส่งทรราชไม่ให้ได้ผุดได้เกิด ก่อนมีการจุดเทียนรำลึก และ รุ้ง ปนัสยา อ่านบทกวี ก่อนเล่นดนตรีส่งท้าย เช่น บทเพลงเพื่อมวลชน ก่อนยุติการทำกิจกรรม