#ม็อบ29สิงหา #Carmob #เชียงใหม่

วันที่2564-08-29

เวลา14:00

สถานที่จาก แยกดอนจั่น จ.เชียงใหม่ ไปยัง

วัตถุประสงค์การชุมนุม

-

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

1,000-5,000

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

201 - 500

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

ชาวเชียงใหม่นัดกิจกรรม Car Mob จากหลายสายมารวมกัน เป้าหมายที่ศาลากลางจังหวัด

ลำดับเหตุการณ์

29 สิงหาคม 2564 ที่จังหวัดเชียงใหม่มีนัดหมายกิจกรรม Car Mob เพื่อขับไล่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยนัดหมายเดินทางทั้งหมด 5 สาย สายหลักนัดหมายที่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ก่อนถึงแยกดอนจั่น ซึ่งเป็นช่วงที่ถนนปิดซ่อมและจอดรถยนต์ได้ 4 เลน และวิ่งวนในคูเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะไปยังเป้าหมายที่ศาลากลาง

ในวันเดียวกันยังมีการนัดหมาย Car Mob รวมกัน 5 สาย ได้แก่ เมืองเชียงใหม่, จอมทองปลดแอก, สันป่าตอง, ราษฎรลำพูน, พิราบขาวเพื่อมวลชน 

ผู้ชุมนุมประกาศนัดหมายเวลา 14.00 ในช่วงเวลานัดหมายยังมีรถมาร่วมไม่มาก ผู้นัดหมายจึงรอผู้ชุมนุมจากสายอื่นๆ เดินทางมาสมทบ และมีฝนตกลงมา จนเวลาประมาณ 14.30 ตำรวจเดินออกมาจากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และใช้เครื่องเสียงประกาศข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

15.15 ขบวน Car Mob จากแยกดอนจั่นเคลื่อนขบวน โดยมีรถมอเตอร์ไซค์นำหน้าประมาณ 50 คัน และรถยนต์วิ่งเรียงกันหนึ่งเลนประมาณ 50-60 คัน

15.45 ขบวนเข้าถึงคูเมืองเชียงใหม่ และรวมกับขบวนที่เดินทางมาจากสายอื่น ทำให้ขบวนใหญ่ขึ้น โดยวิ่ง 2 เลนบนช่องทางคูเมืองชั้นนอก รถทั่วไปยังสัญจรได้ แทบไม่เห็นตำรวจในเครื่องแบบมาดูแลหรือควบคุมการจราจร

16.30 ขบวนเดินทางมาถึงหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ โดยพบว่าประตูทางเข้าศาลากลางปิดอยู่ มีป้ายกระดาษเอสี่หนึ่งแผ่นติดไว้ว่าเปิดเฉพาะเวลาราชการ มีกำลัง อส. ในชุดลายพรางสีอ่อนยืนขวางประตูประมาณ 30 นาย ขณะที่กำลังตำรวจชุดสีกาสียืนอยู่โดยรอบ และอยู่ด้านในอีกหลายสิบนาย มีรถดับเพลิงสีแดงประมาณ 5 คันจอดปิดกั้นทางเดินหน้าทางเข้าศาลากลาง แต่ไม่ได้จอดขวางประตู

ด้านหน้าศาลากลางบนถนนโชตนา มีรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์หลายร้อยคันที่มากับขบวนจอดอยู่สองเลน มีตำรวจจราจรพยายามเปิดให้รถทั่วไปวิ่งได้อีกหนึ่งเลน แต่รถที่มาจำนวนมากก็ทำให้การจราจรติดขัด ผู้ชุมนุมจำนวนหลักร้อยจึงลงจากรถและเดินไปรวมกันที่ประตูทางเข้าศาลากลาง

ประมาณ 17.00 รถเครื่องเสียงของผู้ชุมนุมประกาศขอให้เปิดประตู โดยจะขอแค่ไปเคารพธงชาติตอนหกโมงและขอจอดรถเท่านั้น และขอให้ตำรวจเจรจา หากไม่เปิดประตูจะปาสีใส่ เมื่อผู้ชุมนุมเริ่มปาสีชมพู และสาดสีชมพูใส่ประตูศาลากลาง เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่หลบออก ไม่ได้โดนปาสีโดยตรง มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบหนึ่งคนที่สะพายลำโพง ตัวเล็กๆ ไว้ที่ด้านหน้า เขียนว่า LRAD ซึ่งใช้เป็นเครื่องเสียงในการสื่อสารของตำรวจกับผู้ชุมนุม ระหว่างการปาสี เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเปิดเสียงแหลมสูง ดังออกมาจากลำโพงหันไปทางผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งโกรธ มีคนวิ่งเอาสีไปสาดใส่ลำโพง และมีคนวิ่งเข้าไปต่อยคนที่สะพายลำโพง และเกิดการชุลมุนขึ้นชั่วขณะ

หลังจากนั้นเสียงของ LRAD เงียบลง และสถานการณ์สงบลงโดยทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ช่วยกันห้ามปราม หลังจากนั้นตำรวจพยายามเจรจา และขอเวลาสองนาที ก่อนแจ้งว่าจะเปิดประตูให้ผู้ชุมนุมเข้าไปได้ แต่ขอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปก่อน

17.12 ตำรวจยอมเปิดประตูทางเข้าศาลากลาง โดยให้ผู้ชุมนุมเข้าไปถึงวงเวียนสนามหญ้าหน้าเสาธงชาติ และมีกำลังตำรวจชุดสีกากี กับกำลัง อส. ประมาณ 200-300 คน พร้อมโล่ ตั้งแถวโค้งตามแนววงเวียนไม่ให้ผู้ชุมนุมเดินเลยจากวงเวียนเข้าไปถึงศาลากลางได้

17.30 ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่หาที่จอดรถด้านในศูนย์ราชการและมารวมกันที่สนามหญ้า โดยตั้งเวทีปราศรัยบนรถเครื่องเสียง และเริ่มการปราศรัยโจมตีรัฐบาล มีผู้มาร่วมชุมนุมประมาณ 1,000 คน

18.00 ผู้ชุมนุมเปิดเพลงชาติผ่านรถเครื่องขยายเสียง ผู้เข้าร่วมชูสามนิ้ว ขณะที่ตำรวจยืนตรง หลังจบเพลงชาติตะโกนพร้อมกันว่า "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ"

18.05 รองผู้ว่าราชการจังหวัดออกมารับหนังสือ โดยผู้ชุมนุมอ่านเนื้อหาในหนังสือ เรียกร้องสิทธิการประกันตัวในกระบวนการยุติธรรมให้กับผู้ชุมนุมที่ยังถูกคุมขังอยู่ 

เนื้อหาหรือข้อเสนอหลักในจดหมายนั้นส่วนหนึ่งเป็นข้อเรียกร้องเดียวกับการยืนหยุดทรราชเชียงใหม่ โดย พลเมืองเสมอกันซึ่งจัดในเวลา 17.00-18.12 ของทุกวันตั้งแต่ วันที่ 20 สิงหาคมเป็นต้นมาแล้ว นั่นคือ ขอให้มีการปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังไม่เป็นธรรม ซึ่งพวกเขาไม่สมควรถูกคุมขังตั้งแต่แรกเพราะการกระทำของพวกเขาเป็นไปตามการใช้สิทธิเสรีอย่าง ได้แก่ พริษฐ์ ชีวารักษ์ หรือเพนกวิ้น, สิริชัย นาถึง, ภานุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ และล่าสุดจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาได้ติดเชื้อโควิด – 19 ขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทั้งที่ยังไม่มีคำตัดสินใดใด ขอให้พวกเขาโดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวหรืออาการหนักได้เข้ารับการรักษาที่รพ.ม.ธรรมศาสตร์ 

ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่การขอสิทธิพิเศษแต่อย่างใด เพราะหากมีประชาชนคนใดตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ควรได้รับการดูแลระกษาให้ปลอดภัยเช่นเดียวกัน และเน้นย้ำว่า ที่สำคัญคือพวกเขาไม่ควรถูกขัง และไม่ควรต้องไปคิดโควิดจากในคุกมาตั้งแต่แรกแล้ว โดยจดหมายเปิดผนึกนั้นลงนามโดย ราษฎรชาวเชียงใหม่ ซึ่งได้แก่ กลุ่มคนเมืองmovement@เชียงใหม่และล้านนา, พรรควิฬาร์, ประชาคมมอชอ, พลเมืองเสมอกัน We, The people, คณาจารย์ มช. , กลุ่มผู้รักในประชาธิปไตย ฯลฯ

พร้อมทั้งเพิ่มเติม การฝากคำถามถึงผู้ว่าอีกสามข้อ ถึง 
1.มาตราการเยียวยาผู้ประกอบการที่ถูกสั่งปิดกิจการจากสถานการณ์โควิด
2. การที่มีคำสั่งขัดขวางการแจกข้าว หรือปรับใครก็จามที่จะแจกข้าวโดยไม่ขออนุญาติจะถูกปรับสองหมื่นบาท ว่าเหตุใดถึงออกคำสั่งนี้มา 
3. เรื่องวัคซีน วัคซีนจะได้ชนิดอะไร และถามถึงความโปร่งใสในงบประมานในการจัดหาวัคซีน

18.19 น.มีตัวแทนเยาวชนกลุ่มเยาวชนลำพูนขึ้นปราศรัย เรื่องปัญหาการเรียนออนไลน์ว่ามันทำให้เจ็บหัวขนาด วัคซีนที่มีความเหลื่อมล้ำและโกงกิน ชนชั้นนำได้วัคซีนดีดี ทั้งหมดทั้งมวลเป็นมาจากที่พลเอกประยุทธ์ใช้ตีนที่ใส่บูทธทหารเหยี่ยมย่ำประชาผธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

18.20 น.มีการใช้สีเสแรย์พ่นข้อความลงบนพื้นถนนโดยผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่ง 

18.30 ผู้ชุมนุมปราศรัยอภิปรายไม่ไว้วางใจกฏหมาบมาตรา 112 ทั้งในตัวบท ที่มาของกฏหมายและการบังคับใช้ ซึ่งก็ได้มีเยาวชน (น่าจะหมายถึงนักกิจกรรม) ถูกดำเนินคดี ไปแล้วกว่า 5 คนที่เชียงใหม่ 
และประกาศอีกว่าหากไม่ทางรัฐไม่ทำตามข้อเรียกร้อง กิจกรรมต่อไปจะปิดถนนนิมมานเหมินทร์ ในวันที่ 19 กันยายน 2564 และลงหมุดคณะราษฎรใหม่ โดยให้พระเจ้าตากสินเป็นพยาน

18.35 ผู้ชุมนุมประกาศยุติการชุมนุม โดยชวนผู้เข้ารวมจุดพลุ และยิงขึ้นฟ้าพร้อมกัน