#ม็อบ6กรกฎา : Bangkok Sandbox

วันที่2564-07-06

เวลา16:00

สถานที่ทำเนียบรัฐบาล จ.กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์การชุมนุม

เพื่อเสนอข้อเรียกร้องในการช่วยเหลือร้านอาหาร ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

-

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

-

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

6 กรกฏาคม 2564 เวลา 16.00 น. เครือข่ายร้านอาหารผู้ประสบภัยโควิด จัดกิจกรรม 'Bangkok sandbox' จำลองบรรยากาศกินข้าวข้างทำเนียบฯ และยื่นหนังสือแก่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอข้อเรียกร้องในการช่วยเหลือร้านอาหาร ที่ได้รับผลกระบทบจากโควิด-19

จากประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 มิถุนายน 2564 มีคำสั่งห้ามบริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้าน ให้ซื้อกลับบ้านเท่านั้น ซึ่งคำสั่งออกภายหลังการให้กลับมารับประทานอาหารในร้านแบบมีมาตราการ ได้เพียง 5 วันเท่านั้น ทำให้มาตราการดังกล่าวสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อร้านอาหารจำนวนมาก เช่น การสต็อกสินค้า, การเรียกตัวพนักงานกลับจากพื้นที่บ้านเกิด หรือบางร้านเตรียมลงทุนเพิ่มเติม ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก ทั้งสถานการณ์ที่ยอดผู้ติดเชื้อจากโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขผู้เสียชีวิตมากถึง 50 รายต่อวัน แต่กลับมีภาพถ่ายนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทานอาหารริมทะเลภูเก็ต ในเทศกาล 'Phuket Sandbox' 

ลำดับเหตุการณ์

ก่อนเวลานัดหมายกิจกรรม ตำรวจจากสน.นางเลิ้งกั้นถนน ให้ผู้ชุมนุมอยู่ที่ถนนพระราม5 ข้างคลองผดุงกรุงเกษม และตั้งแถวกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเดินไปทางรั้วทำเนียบรัฐบาล 

เวลาประมาณ 15.55 ผู้ประกอบการนำโต๊ะและผ้าไปตั้งบนสะพานชมัยมรุเชษฐ ตำรวจที่เคยตั้งแถวอยู่ถอยหลังมา และเอารั้วเหล็กมากั้น มีกำลังตำรวจในเครื่องแบบมาเพิ่ม เพื่อตั้งแถวไม่ให้ผู้ชุมนุมเลยแนวทางลงสะพานไปทางรั้วทำเนียบรัฐบาล

16.00 ผู้ชุมนุมเริ่มมาเตรียมสถานที่มีจำนวนไม่ถึง 50 คน ด้านตำรวจและเทศกิจก็ช่วยกันตั้งรั้วเหล็กขวางถ.พิษณุโลก บนสะพานชมัยมรุเชษฐ ปิดการจราจรไปยังทำเนียบรัฐบาล 

16.30 ผู้ประกอบการเริ่มต้นปราศรัยถึงความเดือดร้อนที่ได้รับผลกระทบ ก่อนจะยื่นจดหมาย โดยมี สมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมารับหนังสือและเดินกลับไปโดยไม่ได้กล่าวอะไร

หนังสือที่ยื่น มีข้อเรียกร้องเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ ดังนี้

1.ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือค่าเช้าร้านของผู้ประกอบการ 6 เดือน โดยสั่งการไปยังเจ้าของพื้นที่ ให้หยุดการเก็บค่าเช่า เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฏาคมเป็นต้นไป 

2.ขอให้ผ่อนคลายมาตรการ ให้ร้านอาหารสามารถกลับมาเปิดให้นั่งที่ร้านได้โดยมีมาตราการต่างๆ ตามเหมาะสม เช่น การรักษาระยะห่าง, จำกัดจำนวนผู้เข้าใช้ หรือให้ผู้มาใช้บริการแสดงเอกสารการฉีดวัคซีนก่อนเข้าร้าน

3.ระดมฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ประกอบอาชีพชั้นแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่มีจำนวนมาก แม้ระบุตัวตนได้ยาก แต่เป็นแรงงานขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจรายย่อยและร้านอาหารต่างๆ

เวลาประมาณ 17.25 น. สิ้นสุดกิจกรรม

เนื้อหาปราศรัย

๐ เจ้าของร้านคราฟเบียร์ กล่าวว่าเราได้รับผลกระทบมาสองปีแล้ว เราพยายามปรับตัว พยายามทำดีลิเวอรี่ (บริการส่งถึงบ้าน) แต่ยังมีกฎหมายห้ามโฆษณาหรือพูดสรรพคุณเกี่ยวกับเครื่องดื่ม เราก็ไม่สามารรถโปรโมตได้ สินค้าค้างอยู่ในสต๊อกมานานมาก แล้วถ้าไม่ให้เราโฆษณาเลยลูกค้าจะทราบได้อย่างไร พวกเราไม่มีสิทธิแม้พูดถึงสินค้าของเรา แค่พูดคำว่าเบียร์ หรือโพสแก้วเบียร์ก็เป็นความผิดแล้ว มันเจ็บปวดมาก เราพยายามทำตามกฎเกณฑ์ที่รัฐตั้งขึ้นมา แต่การเยียวยาอยู่ไหน ถ้าเยียวยาไม่ได้ก็ขอให้เราได้เปิดร้าน เราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่บนความล้มเหลวแบบนี้ได้อีกแล้ว

“เพื่อนของเราที่ทำร้านคราฟเบียร์หลายส่วนปิดไปแล้ว จ่ายค่าเช่าไม่ไหว จ่ายค่าพนักงานไม่ได้ รายรับหายไปหมด ตอนนี้ธุรกิจของเรากลายเป็นแพะ ถูกมองว่าเป็นธุรกิจสีดำ ถูกเห็นหัวท้ายสุด เมื่อเราได้รับผลกระทบ น้องๆที่ร้าน ดีเจ นักร้อง ก็ไม่สามารถจ้างได้แล้ว” เจ้าของร้านพูดด้วยเสียงสะอื้น

๐ เจ้าของร้านยำทะเลดิบ กล่าวว่าหลายคนอาจไม่รู้ว่าการปรับตัวไปขายแบบเดลิเวอรี่จะต้องเจอกับอะไรบ้าง นอกจากค่า GP (Gross Profit หมายถึง ค่าคอมมิชชั่นที่ร้านอาหารต้องจ่ายให้แอพพลิเคชั่นสั่งอาหาร) แล้วถ้าเราไม่ซื้อโฆษณาก็แทบไม่มีลูกค้าเห็นร้านของเราเลย ระหว่างที่หน้าร้านโดนปิด แต่รายจ่ายเรายังเท่าเดิม ภาษีป้าย ภาษีใบอนุญาต เราจ่ายต้นทุนซื้อของมาแล้วแต่ถูกสั่งปิด ค่าวัคซีนก็ต้องจ่ายเอง รัฐบาลต้องช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วย

๐ เจ้าของร้านเกาเหลาเนื้อรสดีเด็ดในสยามสแควร์ กล่าวว่า ตอนนี้ธุรกิจไปต่อไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ของเรา สยามสแควร์กำลังเงียบเหงา หลายร้านต้องทยอยออกไป ไม่มีใครอยากให้ธุรกิจที่สร้างขึ้นมาเองตั้งแต่รุ่นพ่อแม่มาเจ๊งด้วยรัฐบาลนี้ เราไม่ได้อยากมาเรียกร้องบ่อยๆ อยากให้ท่านนึกถึงลูกจ้างของเรา พ่อแม่ของเราที่สร้างร้านขึ้นมาที่กำลังนอนร้องไห้ เราอยากได้คำตอบจากท่านว่าจะดูแลประชาชนอย่างไร

๐ เจ้าของบาร์ที่ถนนสีลม กล่าวว่าเราเป็นกลุ่มแรกที่โดนปิด ไม่ว่ากี่ครั้งก็โยนบาปให้เรา ถ้าหากคิดว่าการกินเหล้ากินเบียร์เป็นสิ่งผิด ก็อย่ากิน แต่รัฐบาลกลับไปนั่งกินริมทะเล ทรัพย์สินสุดท้ายที่มีคือรถ ก็เอารถไปจำนองแล้วเพื่อมาเปิดร้านอาหารอีสานแทน แต่ก็ขายไม่ได้ พอระลอกที่สามมาก็ถูกปิดอีก อยากฝากถึงพี่น้องผู้ประกอบการทุกคนว่า เมื่อเราเจ็บ เราต้องออกมาสู้ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขาเหยียบหัวเราไปเรื่อยๆ