#ม็อบ4กรกฎา : รำลึกผู้ถูกบังคับสูญหาย

วันที่2564-07-04

เวลา17:30

สถานที่ทำเนียบรัฐบาล จ.กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์การชุมนุม

รำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหาย

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

-

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

-

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

ประชาไทรายงานว่า วันที่ 4 กรกฎาคม 2564 ที่แยกพาณิชยการ เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ภาควิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช  จัดกิจกรรมรำลึกผู้ถูกบังคับสูญหาย กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 17.30-21.30 น. โดยไฮไลท์สำคัญคือการเสวนาของญาติและบุคคลใกล้ชิดผู้ถูกบังคับสูญหาย ประชาชนที่ถูกรัฐคุกคาม โดยเรื่องราวที่เขามาร่วมสะท้อน มีตั้งแต่ความรู้สึกของการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ปัญหาที่ต้องเผชิญระหว่างการเรียกร้องความยุติธรรม และการถูกภาครัฐคุกคามอย่างไม่เป็นธรรม ก่อนที่จะปิดท้ายด้วย แขกพิเศษปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ที่อัดคลิปวิดีโอตนเอง ส่งมาที่งานนี้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ 

ลำดับเหตุการณ์

19.02 น. วรชาติ อหันทริก ที่ปรึกษาด้านสิทธิแรงงาน เพื่อนของทนง โพธิ์อ่าน นักสิทธิแรงงาน ผู้ถูกบังคับสูญหายเมื่อ 19 มิถุนายน 2534 วรชาติร่วมเสวนาในกิจกรรมวันนี้ โดยเล่าถึงเรื่องราวของทนงว่า ทนงได้ผลักดันเรื่องสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน ทั้งเรื่องสวัสดิการแห่งรัฐ ค่าแรงขั้นต่ำ และ พ.ร.บ. ประกันสังคม สร้างอำนาจในการต่อรองของแรงงานกับรัฐบาล เมื่อเขาถูกอุ้มหายในรัฐบาลรัฐประหาร รสช. (คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ) ในวันก่อนที่จะต้องไปประชุมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่เขาประกาศว่าจะนำความไม่เป็นธรรมต่อแรงงานไปตีแผ่ในเวทีโลก แม้ถูกรัฐบาลห้ามเดินทางและตัดงบ ทนงก็ใช้ทุนรอนของตัวเองเพื่อจะเดินทางไป แต่ทรงไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะถูกอุ้มหายไปก่อน 

วรชาติ เชื่อว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาถูกอุ้ม คือการที่ทนง ไปชี้หน้าด่าพลเอก สุจินดา คราประยูร หัวหน้าคณะ รสช. ว่า "ประชาธิปไตยกำลังจะเต็มใบ แต่ดันมีควายมายืนขวาง" จากนั้นไม่นาน รสช. ประกาศแยกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจออกจาก พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ทำให้สหภาพแรงงานอ่อนแอลง พี่น้องแรงงานมีอำนาจต่อรองที่น้อยลง

วรชาติ กล่าวว่า ขบวนการแรงงานก็ได้สานต่อความตั้งใจของทนง ในการผลักดันเรื่องสวัสดิภาพแรงงาน ให้มีโครงสร้างค่าแรงเป็นลำดับขั้น ไม่ใช่ทำงาน 5 ปี 10 ปีก็ยังเป็นค่าแรงขั้นต่ำอยู่ ท้ายสุด วรชาติ เรียกร้องให้ประชาชนอย่ายอมแพ้ ต้องลุกขึ้นต่อสู้ และสานต่ออุดมการณ์ของผู้ถูกทำให้สูญหายไป


19.33 น. เบิร์ด ประชาชน และผู้ร่วมเสวนากิจกรรมจัดโดยกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ เปิดเผยประสบการณ์การถูกดักทำร้าย และความเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ในการสืบหาตัวผู้กระทำความผิด ก่อนเล่าเหตุการณ์ที่เขาถูกทำร้าย เบิร์ด เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นที่เขาเริ่มออกมาร่วมชุมนุมว่า เป็นเพราะเขารู้สึกโกรธมาก และรับไม่ได้กับการบังคับสูญหายของวันเฉลิมที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา 

“ผมรับไม่ได้ตอนที่คุณวันเฉลิมถูกอุ้ม และก็คนในสังคม รวมทั้งรัฐ ทั้งสลิ่ม เขาทำเรื่องนี้เป็นเรื่องตลก (make fun) จากการหายตัวไปของวันเฉลิม ผมเลยออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ตอนนั้น” เบิร์ดกล่าว 

เบิร์ด กล่าวว่า ตนไปม็อบมาตลอด จนกระทั่งวันที่ 6 มี.ค. 64 ขณะที่เขากลับบ้านจากการชุมนุมที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาฯ เบิร์ด ถูกกลุ่มชาย 4 คน สะกดรอยตามมาจากม็อบ และลอบทำร้าย เบิร์ด จนกระดูกที่หลังร้าว

เบิร์ดกล่าวต่อว่า วินาทีแรกที่โดนทำร้าย เขาทราบทันทีว่าตำรวจจะไม่ช่วยอะไร แม้จะแจ้งความก็ตาม และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังเบิร์ดเข้ารักษาที่โรงพยาบาล และเริ่มมีเรี่ยวแรงลุกขึ้นเดินได้ ตำรวจไม่ทำอะไรเลย เบิร์ดต้องหาพยานหลักฐานด้วยตัวคนเดียวทั้งหมดเพื่อเอาผิดกับคนร้าย คุยกับเพื่อนบ้านเพื่อขอภาพในกล้องวงจรปิด สัมภาษณ์พยาน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เบิร์ดหันมาตั้งคำถามต่อการทำงานของตำรวจว่านี่เป็นงานของตำรวจใช่หรือไม่ ทำไมเหยื่อต้องมาหาหลักฐานเอง 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แต่เบิร์ด ยืนยันว่าเขาจะมาร่วมชุมนุมต่อไป เพราะเขารู้สึกว่ามันเป็น 'หน้าที่' ที่ต้่องออกมาส่งเสียง เมื่อสังคมมันบิดเบี้ยว 

“ตอนที่ผมโดนทำร้าย จนฟื้น เริ่มเดินได้ ผมก็ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง … ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดี แต่มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ ไม่ใช่เพื่อให้คนชม แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเมื่อเราอยู่ในสังคมที่มันบิดเบี้ยว” เบิร์ดทิ้งท้าย

เวลา 20.16 น. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ขึ้นปราศรัยกิจกรรม รำลึกผู้ถูกบังคับสูญหาย ระบุว่า การบังคับสูญหายคือการทำให้พยานหลักฐานหายไป กรณีวันเฉลิมนั้นเป็นเรื่องที่สำนักข่าวต่างประเทศให้ความสนใจ ญาติและทีมงานกฎหมายได้ยื่นเรื่องต่อศาลกัมพูชาและแจ้งต่อรัฐบาลไทยไปแล้วว่า วันเฉลิมอาศัยอยู่ในกัมพูชาจริงในช่วงที่เกิดเหตุ แต่เอกสารที่ยื่นต่อศาลกัมพูชาไป ก็ถูกพยายามบิดเบือน ปฏิเสธให้ได้ว่าเหตุที่เกิดไม่ได้เกิดที่กัมพูชา และยังมีหลักฐานว่าวันเฉลิมถูกติดตามโดยเจ้าหน้าที่รัฐไทยด้วย

พรเพ็ญ กล่าวว่า การบังคับสูญหายคือการควบคุมตัว และการทรมานจนไม่ให้กลับสู่สังคม และมีการซ่อนเร้นศพ ถือเป็นข้อหาที่ร้ายแรง และยังไม่มีความผิดทางอาญาในกฎหมายไทย บทลงโทษที่เคยมีขึ้นคือกรณีทนายสมชาย คือข้อหาบังคับหน่วงเหนี่ยว ซึ่งความผิดก็ไม่สมกับการกระทำ

ภาคประชาชนมีการร่าง พ.ร.บ. ต่อต้านการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย เพื่อทำให้การกระทำข้างต้นเป็นอาชญากรรม ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาในลำดับท้ายๆ และถ้าหากยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อนำคนผิดมาลงโทษ กรณีของวันเฉลิมก็คงไม่ใช่คดีสุดท้าย

20.39 น. กึกก้อง บุปผาวัลย์ บุตรชายของ ชัชชาญ บุปผา​วัลย์ หรือ "ภูชนะ" นักกิจกรรมทางการเมืองวัย 53 ปี ผู้ถูกบังคับสูญหายเมื่อปลายปี พ.ศ. 2561 วันนี้ตัวของกึกก้องไม่ได้มาพูดด้วยตัวเองในพื้นที่กิจกรรมรำลึกผู้ถูกบังคับสูญหาย แต่โฟนอินเข้ามาแทน โดยกึกก้อง เล่าประสบการณ์ถูกรัฐคุกคาม แม้ว่าบิดาของเขา ภูชนะ จะจากไปแล้ว 

กึกก้อง ระบุว่า หลังบิดาตนเสียมีตำรวจมาติดตามที่บ้านและติดต่อมาสอบถามเยอะ ไม่ได้เดือดร้อน แต่ว่าทำให้มีคำถามว่าจะอะไรนักหนา ยิ่งตอนจัดงานศพ ก็มีคนไม่ทราบหน่วยงานมาสอบถามว่ารู้ไหมว่าจัดงานให้ใคร มีใครมาร่วมบ้าง

กึกก้อง กล่าวต่อว่า เคยมีกรณีคนอ้างว่าขอยึดโทรศัพท์เพื่อเอาไปตรวจสอบ ตอนนั้นความรู้เรื่องกฎหมายไม่มี จึงลบข้อมูลไลน์ที่ติดต่อกับพ่อไปทั้งหมด ในนั้นที่คุยกับพ่อครั้งสุดท้าย พ่อบอกว่าต้องกบดาน จะติดต่อไม่ได้สักพัก เมื่อ 13 ธ.ค. 2561 ก็ตอบว่าโอเค ติดต่อได้เมื่อไหร่ก็ติดต่อมา เพราะวันที่ 23 ธ.ค. 2561 จะเป็นวันเกิดเขา อยากวิดีโอคอลล์ให้ลูกหลานได้พูดคุย แต่ก็หายไปตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2561 

หลังภูชนะจากไป ก็มีข่าวว่าพ่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เสียเช่นกัน แววตาประยุทธ์ ดูไม่มีความสุข ก็เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นแววตาของคนเสียพ่อ แต่ตนเสียพ่อไปกลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะร่ำลา ภาพสุดท้ายของพ่อที่เห็นคือศพที่อยู่ในห้องนิติเวช ที่รู้ผลว่าเป็นเขา เพราะผลจากนิติวิทยาศาสตร์ และในกลุ่มผู้ลี้ภัยที่หายไป หลายคนก็เป็นพี่ เป็นพ่อ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นคนที่สำคัญของใครสักคนกันทั้งนั้น 

อำนาจที่รัฐบาลจะทำได้อย่างแรกคือการยอมรับว่าเขาเหล่านั้นคือมนุษย์คนหนี่ง ถ้ายอมรับว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เกมต่อรองผลประโยชน์อะไร ก็ควรมีอะไรที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่ตอนนี้ไม่รู้รัฐบาลไปโฟกัสเรื่องอะไร ตอนนี้รู้สึกว่าประเทศที่เป็นแบบนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

20.45 น. ปูน ธนพัฒน์ ปราศรัยว่า น่าเศร้าใจที่เราต้องมาระลึกถึงคนที่สูญหายและลี้ภัยในวันที่ประชาธิปไตยนั้นมืดหมองในสังคมไทย แต่อำนาจอธิปไตยของประชาชนนี้มันอยู่คู่กับแผ่นดินไทยไม่ว่าจะชนชั้นที่กดขี่พยายามจะทำให้ลบให้หาย แต่มันไม่สามารถจางหายไปได้ ในวันที่ปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยมแต่วันนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะมีการอุ้มฆ่าหรือยัดเสาปูนลงท้อง คนเหล่านั้นเขาไม่เคยกลัวเพราะถ้าเขากลัวคงไม่มายืนแบบนี้หรอก คนที่จะเสียหายคนที่จะหมดความชอบธรรมจากเหตุการณ์นี่คือ รัฐบาลและศักดินา 

อดีตผู้ต้องลี้ภัยที่ต่างถูกกล่าวหาว่า ล้มเจ้า ชังชาติ ยุยงปลุกปั่นให้แผ่นดินท่านต่องนองเลือด แต่ปัจจุบันนี้พิสูจน์แล้วว่า คนเหล่านี้คือคนบริสุทธิ์ ที่อยากให้ประเทศไทยก้าวหน้าและเดินไปอย่างสง่างาม แต่ความคิดสวนทางกับศักดินาจึงพยายามปิดความฝันของคนที่อยากให้ประเทศเจริญงอกงาม 

"สิ่งที่คณะราษฎรพยายามสร้างมาจะไม่มีวันสูญหายต่อให้ท่านฆ่าคนเป็นร้อยเป็นพัน สิ่งเหล่านั้นก็ยังตราตรึงอยู่ในใจเพราะเราศรัทธาที่แนวคิดไม่ใช่บุคคลอย่างที่ท่านพยายามยัดเยียดให้เด็กรุ่นใหม่ศรัทธา สิ่งที่เราศรัทธาคือ หกหลักประการของคณะราษฎร...การพูดแบบนี้มันไม่ใช่การหมิ่นประมาท มันเป็นการแสดงความคิดอย่างตรงไปตรงมาตามหลักประชาธิปไตย...ท่านยอมรับได้หรือครับ...กับการที่ท่านอยากจะพูดสิ่งที่ท่านคิดแต่ทำไม่ได้เพราะกฎหมายมาตราต่างๆพยายามปิดปากท่านอยู่ ท่านไม่เหนื่อยหรือครับกับการที่ต้องอยู่ในสังคมไทยที่พยายามเรียกร้องมากี่ปีก็ไม่เคยสำเร็จเลย ถามตรงๆเถอะครับไม่อยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้หรือไง"

อ้างอิง : https://prachatai.com/journal/2021/07/93818