#ม็อบ5กรกฎา : แรงงานร้องเยียวยาโควิด 19

วันที่2564-07-05

เวลา9:30

สถานที่ทำเนียบรัฐบาล จ.กรุงเทพมหานคร

  • + 9

วัตถุประสงค์การชุมนุม

ขับไล่รัฐบาล หรือบุคคลในรัฐบาล, การเยียวยาในวิกฤตโควิด 19

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

11-20

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

-

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

5 กรกฎาคม 2564 เวลา 9.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชนนัดรวมตัวเพื่อเรียกร้องในประเด็นเกี่ยวกับมาตรการโควิด 19  ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลคือ จัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพให้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยภายในเดือนตุลาคม 2564, จ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนสำหรับแรงงานที่ถูกกักตัวหรือต้องรักษาตัวจากโควิด 19 และไม่ถือเป็นวันลาป่วยตามกฎหมาย, ตรวจเชิงรุกในโรงงานกับลูกจ้างทุกคน, เยียวยาถ้วนหน้าทั้งประชาชนไทยและแรงงานข้ามชาติคนละ 5,000 บาทอย่างน้อย 3 เดือนหรือจนกว่าประชาชนจะได้รับวัคซีนร้อยละ 60, เร่งจ่ายเงินชดเชยให้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน, จัดรัฐสวัสดิการเพื่อดูแลประชาชนอย่างมีคุณภาพ, นายกรัฐมนตรีต้องลาออกและสนับสนุนข้อเรียกร้องสามข้อของราษฎร

ลำดับเหตุการณ์

เวลา 9.36 น. ประชาชนข้ามจากฝั่งสำนักงาน ก.พ.ร. มาจัดกิจกรรมฝั่งทำเนียบรัฐบาล มีการตั้งโลงศพที่มีภาพของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ, พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดาและสุชาติ ชมกลิ่น และสัญลักษณ์ของพรรคพลังประชารัฐ ด้านบนโลงศพมีภาพคณะรัฐมนตรีกำลังนั่งทานข้าวรวมกันริมทะเลภูเก็ตและสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์, น้ำแดง, เข็มฉีดยาและดอกไม้จันทน์ 

ต่อมาเวลาประมาณ 9.40 น. บุญยืน สุขใหม่ ตัวแทนแรงงานที่ได้รับผลกระทบจุดธูปเทียนไว้อาลัยและเริ่มปราศรัยว่า จนถึงปัจจุบันรัฐบาลไม่ได้มีนโยบายที่ชัดเจนให้กับประชาชน ผู้ใช้แรงงานได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดโควิด 19 เป็นอย่างมาก เราจึงมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดหาวัคซีนที่ดีและมีคุณภาพให้แก่ประชาชนและแรงงานทุกคน ซึ่งหมายรวมถึงแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในประเทศไทย ภายในเดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามใช้วัคซีนเป็นประเด็นทางการเมือง พนักงานในโรงงาน ประชาชนตามต่างจังหวัด แรงงานข้ามชาติยังไม่มีโอกาสในการเข้าถึงวัคซีนนัก ซึ่งไม่รู้ว่า วันใดจะได้วัคซีนและวัคซีนที่ได้รับจะมีคุณภาพหรือไม่ 

สำนักงานประกันสังคมที่มีหน้าที่ดูแลผู้ใช้แรงงานจะต้องเป็นผู้จัดหาวัคซีนเพื่อจะฉีดให้ผู้ใช้แรงงานทุกคน เนื่องจากสำนักงานฯมีฐานข้อมูลของแรงงาน โดยรัฐบาลเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด 

"วันนี้เราทนไม่ได้แล้ว ที่ผ่านมาเราทนมานาน ลำบากมานาน เรายอมอด ยอมหิว หวังว่า รัฐบาลจะแก้ปัญหาให้เราได้ แต่วันนี้ยังไม่มีวี่แววว่า ปัญหาจะได้รับการแก้ไข" 

9.48 น. ตัวแทนแจ้งว่า  ตรวจสอบพบว่า มีการนำน้ำมันเครื่องมาราดที่รั้วทำเนียบรัฐบาล หลังพื้นที่ชุมนุมเพราะคิดว่า เราจะเผาโลงศพ  "อย่าทำแบบนี้...อย่าเล่นสกปรกแบบนี้ นี่หรือทำเนียบรัฐบาล" ขอให้จำไว้ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่นี่ไม่เกี่ยวกับเครือข่ายฯทั้งสิ้น ตำรวจแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมว่า น้ำมันเครื่องเป็นการราดตั้งแต่ช่วงตี 3 ของวันนี้ กำลังตรวจสอบเพิ่มเติม

10.00 น. เซีย จำปาทอง ตัวแทนแรงงานจากสมุทรปราการกล่าวว่า สถานการณ์โควิดรุนแรง "กลัวโควิดก็กลัว แต่ท้องมันหิวจึงต้องมา"  แรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่อุตสาหกรรมบางพลีถูกเลิกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2564 จำนวน 1,300 คนแต่ไม่ได้รับการชดเชยแม้แต่บาทเดียว "พวกผมทำงานในโรงงานปกติค่าจ้างแทบจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพต้องกระเสือกกระสนแต่ต้องทำ แล้วพี่น้องคิดดูว่า คนตกงานไม่ได้รับการชดเชยจะเอาอะไรจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร จะเอาอะไรส่งให้ลูกเรียน จะเอาเงินที่ไหนส่งให้พ่อแม่"

ที่ผ่านมาพนักงานตรวจแรงงานสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย 242 ล้านบาท หลังจากนั้นตัวแทนแรงงานพยายามยื่นหนังสือให้พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับเงินชดเชย  เขาเสนอว่า ให้รัฐนำงบกลางจ่ายค่าชดเชยให้ประชาชนก่อนและรัฐบาลติดตามทวงคืนกับนายจ้าง "ชีวิตคนไม่ใช่ผักปลา คุณควรจะดูแลพวกผมในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี ถ้าไม่มีความสามารถขอให้คุณลาออก"

"สถานการณ์เลวร้ายขึ้น แต่พวกคุณหัวร่อต่อกระซิก กินข้าว รับลมตามชายหาด ชาตินี้ทั้งชาติคุณก็ยังเป็นฆาตกรอยู่ดี"

"ขอร้องเถอะ เข้าอกเข้าใจประชาชนบ้าง น้ำตาจะไหลเป็นสายเลือดอยู่แล้ว บางคนติดโควิดไม่มีเตียงรักษา ถ้ายังมีจิตสำนึกอยู่บ้างก็ขอให้ลาออก" และขอให้สุชาติ ชมกลิ่นยุติการนำเงินประกันสังคมที่ประชาชนส่งสมทบเพื่ออนาคตของพวกเขามาแก้ไขโควิด 19 ให้ไปใช้เงินงบประมาณที่รัฐจัดสรรไว้สำหรับโควิด 19  พร้อมตั้งคำถามว่า เงินที่กู้มาหายไปไหนหมด

"...ถ้าพอมีสามัญสำนึกอยู่บ้างขอให้ลาออกเถอะออกไป พลเอกประยุทธ์ ไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศอีกต่อไปแล้ว..."

10.00 น. ตัวแทนสหภาพนักเรียนฯ กล่าวว่า มีนักเรียนที่เรียนออนไลน์ต้องประสบกับความเครียด ไม่นับรวมนักเรียนที่ไม่มีอุปกรณ์การเรียน และประกาศว่า จะไปจัดงานเผาศพที่หน้ากระทรวงสาธารณสุขวันพุธที่ 7 กรกฎาคมนี้ สหภาพนักเรียนฯต้องการยืนหยัดเพื่อพี่น้องแรงงานทุกคน

10.30 น. ฉัตรชัย พุ่มพวง สหภาพคนทำงานตั้งคำถามเรื่องการจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพ เขามองว่า ตอนนี้มันเลยจุดที่จะคุยกันได้แล้วแต่ต้องขับไล่รัฐบาลนี้ออกไป รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ไม่ใช่รัฐบาลของประชาชนแล้วแต่คือเผด็จการ หลายคนเอือมระอาแต่ไม่รู้วิธีที่จะไล่ อยากจะบอกว่า คนที่มีอำนาจที่สุดคือ ประชาชน ทุกคนต้องออกมาช่วยกันไล่มันเพื่อให้ประเทศมันดีขึ้น พวกมึงคือ คนหนึ่งเปอร์เซนต์ที่ไม่มีประเทศก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าไม่มีแรงงานอีก 99 เปอร์เซนต์มันไปต่อไม่ได้

เขายกตัวอย่างการประท้วงเช่น ขบวนการแรงงานหลัง 14 ตุลาคม 2516 ที่เติบโตมาก เมื่อถูกตัดเงินเดือนก็หยุดงานรวมตัวกันหลักหมื่นคนประท้วงเรียกร้องให้รัฐขึ้นค่าแรงจาก 16 บาทเป็น 25 บาท สุดท้ายผ่านไปสี่วันแรงงานชนะ รัฐบาลยอมขึ้นค่าแรงในที่สุด

นอกจากนี้ยังมีการปราศรัยจากศิริศักดิ์ ไชยเทศ ตัวแทนพนักงานบริการทางเพศที่ปราศรัยสภาพความยากลำบากของแรงงานในอุตสาหกรรมทางเพศ แต่ละคนต่างมีครอบครัวที่ต้องดูแลแต่ไม่ได้รับการเยียวยา ทั้งที่ผ่านมาก็เป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีให้ประเทศนำไปหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายในประเทศเช่นเดียวกัน และยังถูกเลือกปฏิบัติ มีการล่อซื้อและบังคับใช้กฎหมายอย่างแปลกประหลาดเช่น พนักงานบริการทางเพศทำลายทัศนียภาพ โดยย้ำว่า แรงงานสร้างชาติไม่ใช่มหาราชคนใด

และธนพร วิจันทร์ ตัวแทนแรงงานที่ชี้ว่า ปัจจุบันบอร์ดประกันสังคมยังเป็นบอร์ดที่เป็นผลมาจากมาตรา 44 ของคสช. รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรเปิดทางให้มีการเลือกบอร์ดประกันสังคมใหม่เพื่อเปิดทางให้ประชาชนเข้าไปนั่งเป็นปากเสียง พร้อมทั้งกล่าวถึงรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่เข้าชื่อกัน ไม่ควรปิดทางในการแก้หมวดหนึ่งและสองและจะต้องไม่มีการรัฐประหารอีกแล้ว ธนพรบอกว่า ตอนนี้ตกงานเพราะผลกระทบจากโควิด  19 นายจ้างเลิกจ้าง ไม่มีเงินแต่ก็จะสู้เดินทางมาจากสระบุรีเพื่อมาด่ารัฐบาลและด่าในทุกๆวัน

"ประชาชนทุกคนจะต้องลุกขึ้น มันมีแต่รถถัง แต่พวกเรามีสองมือสองตีน หกสิบล้านคน ทำเนียบรัฐบาลพวกเรามาเคยได้เข้าไปไหม พวกเราต้องอารยะขัดขืน"

11.06 น. ธนพรอ่านแถลงการณ์ที่ยื่นหนังสือให้แก่สมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเวลา 11.13 น. มีการจัดพิธีศพให้แก่รัฐบาล ล้อมสายสิญจน์และให้มวลชนหันหน้าไปทางทำเนียบรัฐบาล เริ่มจากให้ชูสามนิ้วและลดลงเหลือหนึ่งนิ้วคือ นิ้วกลาง จากนั้นจึงอธิบายความชั่วร้ายของรัฐบาลชุดนี้ที่มีการสมสู่กับระบบเผด็จการ มาตรการรับมือโควิด 19 ที่ไร้ประสิทธิภาพ การจำกัดการใช้วัคซีนสองชนิดและไม่เข้าโคแวกซ์ ในตอนท้ายมีการวางดอกไม้จันทน์