#ม็อบ2กรกฎา : #เปิดท้ายวันศุกร์ลุกไล่เผด็จการ

วันที่ 2 กรกฎาคม 2564
เวลา 16:00 - 21:31
สถานที่ จาก แยก อุรุพงษ์ ไปยัง ทำเนียบรัฐบาล
จังหวัด กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์การชุมนุม

ขับไล่รัฐบาล หรือบุคคลในรัฐบาล

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

อย่างน้อย 1000

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

2 กรกฎาคม 2564 เวลา  16.00-22.00 น. ราษฎรและแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมนัดรวมตัวทำกิจกรรม "เปิดท้ายวันศุกร์ลุกไล่เผด็จการ" โดยนัดหมายที่แยกอุรุพงษ์และเดินขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อไปที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลแล้วจะมีการแผงเปิดท้ายขายของ ระบุว่า "เพื่อช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากความโง่จากการบริหารของรัฐบาลเฮงซวย"

ลำดับเหตุการณ์

1 กรกฎาคม 2564

เวลา 22.58 น. ราษฎรประกาศนัดทำกิจกรรม "เปิดท้ายวันศุกร์ ลุกไล่เผด็จการ" เวลา 16.00-22.00 น. ระบุว่า เพื่อช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากความโง่จากการบริหารของรัฐบาลเฮงซวย ต่อมามีการชี้แจงเพิ่มเติมว่า ให้ไปรวมตัวกันที่แยกอุรุพงษ์ก่อนในเวลา 16.00 น.และเดินเท้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล ย้ำเตือนให้ผู้ร่วมกิจกรรมสวมหน้ากากอนามัย พกแอลกฮออล์ล้างมือ และรักษาระยะห่างระหว่างกันอย่างเคร่งครัด 


2 กรกฎาคม 2564

11.00 น. ราษฎรได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการป้องกันโควิด 19 และขอให้ทุกคนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย หน้ากากผ้าตลอดเวลา, หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา ปาก จมูก โดยไม่จำเป็น, พกแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือติดตัวไว้ และล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัสจุดที่มีผู้ใช้งานร่วมกันในที่สาธารณะ, รักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร ไม่เข้าไปเบียดเสียดในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น และสังเกตอาการตนเองอยู่เสมอ หากรู้สึกมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ให้รีบไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลทันที

11.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลและพ.ต.ท. กฤษณะ พัฒนเจริญ ชี้แจงกรณีการชุมนุมในวันที่ 2-3 กรกฎาคม 2564

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า วันที่ 2 กรกฎาคม 2564 ราษฎรและแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมประกาศเชิญชวนให้มีการรวมตัวที่แยกอุรุพงษ์ไปทำเนียบรัฐบาล และวันที่ 3 กรกฎาคม 2564 มีการนัดหมายชุมนุมของประชาชนคนไทยในเวลา 15.00 น. ที่แยกอุรุพงษ์และเดินไปทำเนียบรัฐบาล , ไทยไม่ทนในเวลา 16.00 น. ที่สะพานผ่านฟ้าและเดินไปทำเนียบรัฐบาล และกลุ่มของสมบัติ บุญงามอนงค์ที่ทำกิจกรรมคาร์ม็อบ เปิดไฟกระพริบและบีบแตรเพื่อขับไล่รัฐบาล

๐ การชุมนุมวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 เป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมายเนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดในกรุงเทพมหานครค่อนข้างรุนแรง เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 กรุงเทพมหานครมีผู้ติดเชื้อ 1,960 และเสียชีวิต 32 คน การรวมตัวกันมากกว่า 20 คนเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 25 และประกาศกรุงเทพมหานครฉบับ 34 ทั้งแกนนำ ผู้ชักชวนและผู้เข้าร่วมชุมนุม นอกจากนี้การรวมตัวขายสินค้าโดยปิดถนนสายสำคัญของกรุงเทพมหานคร ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีโรงเรียน โรงพยาบาล ชุมชน สถานที่ราชการอยู่บริเวณนั้นเป็นการซ้ำเติมประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อนมากขึ้นไปอีก 

ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะจัดเจ้าหน้าที่บันทึกภาพ เสียง ตลอดจนพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมในการเปิดท้ายขายของ ซึ่งอาจจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยอีกส่วนหนึ่ง

๐ การชุมนุมวันที่ 3 กรกฎาคม 2564 เป็นการชุมนุมที่มีการรวมตัวของรถในลักษณะเป็นขบวนไปในพื้นที่ตามท้องถนนจำนวนหลายคัน ซึ่งการดำเนินการเช่นนั้นอาจจะทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก อาจจะก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด ก่อให้เกิดเสียงดังอื้ออึงโดยเฉพาะมีการประกาศให้มีการบีบแตร ก่อเกิดเสียงดัง สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่พักอาศัยบริเวณนั้นและประชาชนที่ผ่านไปมา

กรณีที่มีการขับรถเป็นขบวนรวมตัวกันจำนวนมากในถนนหลวง การกระทำเช่นนั้นอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนที่ใช้ทางร่วม อาจจะเป็นความผิดการขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43(8) ถ้ากระทำผิดเช่นนั้นรถถือเป็นรถที่ใช้ในการกระทำความผิด พนักงานสอบสวนอาจจะดำเนินการยึดรถไว้เป็นของกลางและเสนอให้ศาลริบรถของกล่างตามกฎหมายต่อไป

"กองบัญชาการตำรวจนครบาลขออนุญาตเรียนเตือนพี่น้องประชาชน ช่วงนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ในเขตกรุงเทพมหานครยังอยู่ในอัตราและระดับที่รุนแรงอยู่ อยากให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมมือ ร่วมใจ มีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบต่อสังคมและร่วมกันแก้ไขปัญหาโควิด 19 ไปพร้อมกัน ขอให้งดเว้นการมาร่วมการชุมนุมดังกล่าว" 

+++ช่วงที่ 1 การรวมตัวและการเดินขบวน+++

14.24 น. มีประชาชนทยอยมารวมตัวที่ทางเท้าตั้งแต่พาณิชยการพระนครขึ้นไปจนถึงศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีการนำป้ายผ้ามาติดมีข้อความเช่น รัฐอำมหิตและออกมาไล่ประยุทธ์กันเถอะเริ่มมีการปิดการจราจรบนสะพานชมัยมรุเชฐบางส่วน แต่รถยังคงผ่านไปมาได้ทั้งขาเข้าและขาออกทำเนียบรัฐบาล

14.34 น. ประชาชนมายืนถือป้ายผ้าข้อความว่า เขียนรัฐธรรมนูญใหม่และประชาธิปไตยจอมปลอม บนทางเท้าสะพานชมัยมรุเชฐ

14.50 น. เจ้าหน้าที่เริ่มวางแนวสิ่งกีดขวางบริเวณข้างศาลกรมหลวงชุมพรฯ (บนถนนพิษณุโลก ขาเข้าสะพานชมัยมรุเชฐ)

15.20 น. บริเวณแยกนางเลิ้ง มีการนำแผงเหล็กกั้นปิดการจราจรขาเข้าแยกพาณิชยการ

15.43 น. มวลชนเริ่มทยอยมารอที่แยกอุรุพงษ์  รวมทั้งเพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำราษฎร

16.03 น. รถบรรทุกลำโพงเครื่องปั่นไฟและโทรโข่งจอดริมฟุตบาทแยกอุรุพงษ์ เริ่มทดสอบเสียง

16.04 น. รถฉีดน้ำ 2 คันจอดประจำการอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

16.05 น. ที่แยกอุรุพงษ์มีมวลชนมารอเดินขบวนประมาณ 100 คน การจราจรเคลื่อนตัวได้

16.10 น. การ์ด We Volunteer เตรียมแผงเหล็กกั้น ตอนนี้กำลังให้ความช่วยเหลือพาคนข้ามถนนอยู่

16.20 น. บอย-ธัชพงศ์ แกดำเริ่มใช้เครื่องขยายเสียงนัดแนะกิจกรรมว่า อีกสักพักจะทำการจัดขบวน และผู้ค้าขายในบริเวณนี้สามารถมาร่วมขบวนได้ โดยการนำของร้านค้าของท่านไปขายที่ทำเนียบรัฐบาลร่วมกัน วันนี้มีไฮไลท์พิเศษที่ทำเนียบรัฐบาล สำหรับใครที่มีของเน่าเสียที่ขายไม่ได้เพราะผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลให้เตรียมไว้ได้เลย พร้อมทั้งกำชับให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด 19 เช่น การสวมแมสก์ หากใครไม่มีให้มาแจ้งที่ทีมงาน

16:22 น. เพนกวินเตรียมป้ายผ้าไม่น้อยกว่า 3 ผืนหนึ่งในนั้นมีข้อความว่า “คุณเห็นน้ำตาและกองศพของประชาชนบ้างมั้ย”

16.28 น. เริ่มตั้งขบวนบนผิวถนน โดยจะมีทีมงานดูแลการตั้งขบวนและความปลอดภัย รถเครื่องเสียงที่ไม่ใช่รถเครื่องเสียงหลักให้ต่อท้ายขบวน

16.29 น. มวลชนเตรียมตั้งแผงขายของและติดป้ายผ้าตามจุดต่างๆเช่น ข้อความว่า กูจะเปิด มึงจะทำไม บนสะพานลอยพาณิชยพระนคร

16:30 น.  มีการประกาศเชิญชวนรถที่สัญจรไปมาบนท้องถนนที่เห็นด้วยให้รวมบีบแตรเพื่อไล่พลเอกประยุทธ์

16.33 น. ประกาศให้เริ่มเคลื่อนขบวนจากแยกอุรุพงษ์มุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยมีมวลชนถือป้ายผ้านำขบวน

16.37 น. ตัวแทนปราศรัยว่า เมื่อวานมีข่าวว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีกินเลี้ยงที่จังหวัดภูเก็ต ขอตั้งคำถามว่า ไปทำไม ในขณะที่พี่น้องในกรุงเทพมหานครกำลังประสบปัญหา

16.40 น. ขบวนหยุดที่ทางรถไฟยมราชเนื่องจากมีรถไฟผ่านมา จากนั้นจึงให้รถยนต์บนทางด่วนผ่านไปก่อน โดยตัวแทนได้ชวนมวลชนตะโกนบุคคลที่พวกเขาไม่ต้องการตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ, อนุทิน  ชาญวีรกูลและส.ว. 250 คน

16.44 น. ตำรวจในชุดสีกากีไม่น้อยกว่า 10 นายตั้งแนวที่แยกยมราช บอย-ธัชพงศ์ประกาศว่า ให้มวลชนอยู่ในขบวน ส่วนบริเวณหน้าแนวให้ผู้มีหน้าที่เข้าเจรจา

16.47 น. ผู้กำกับการสน.นางเลิ้งประกาศแจ้งเตือนระบุว่า ช่วงนี้อยู่ใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ การรวมตัวที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดจะสุ่มเสี่ยงการผิดกฎหมาย แสดงความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของโรคด้วย มวลชนโห่ร้องและมีการบีบแตร จากนั้นตำรวจประกาศให้สื่อมวลชนขึ้นฟุตบาท ที่ด้านหน้าแนวตำรวจทีมการ์ดตั้งแถวและเดินหน้าเข้ามากั้นระหว่างมวลชนและแนวตำรวจ แถวของทีมการ์ดห่างจากแนวตำรวจประมาณ 1 เมตร

16.49 น. ตัวแทนเข้าเจรจากับตำรวจและเปิดแนวรั้วออก ตำรวจล่าถอยออกจากผิวถนน ขบวนเดินต่อได้

16.50 น. เมื่อข้ามแยกยมราชมาแล้ว มวลชนด้านหน้าหยุดรอขบวนด้านหลังที่ยังข้ามมาไม่ได้เนื่องจากติดขบวนรถไฟ

16.54 น. ขบวนผ่านโรงพยาบาลมิชชั่น มีการหยุดใช้เครื่องขยายเสียง

16.55 น. ท้ายขบวนข้ามทางรถไฟ รถเครื่องเสียงคันที่ 2 ของท้ายขบวนประกาศว่า กำลังเข้าเขตโรงพยาบาลแล้ว รบกวนให้รถเครื่องเสียงงดใช้เสียง

16.57 น. เบนจา อะปัญ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมปราศรัยวิจารณ์มาตรการจัดการโควิด 19 ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเรื่องการเปิดประเทศ 120 วันและการประกาศข้อกำหนดของนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 25 กลางดึกแบบลักหลับ

16.57 น. ที่แยกพาณิชยการ ตำรวจควบคุมฝูงชนประมาณ 50 นายตั้งแถวหลวมๆ พร้อมอุปกรณ์โล่ หมวก กระบอง ยังไม่พบปืนยาว

17.05 น. หัวขบวนถึงแยกนางเลิ้ง

17.07 น. มีมวลชนบางส่วนไปยืนต่อว่า ตำรวจที่หน้าแนวศาลกรมหลวงฯ

17.09 น. บอย-ธัชพงศ์ประกาศให้มวลชนออกจากแนวตำรวจ ให้เหลือเฉพาะทีมการ์ด

17.09 น. ท้ายขบวนผ่านแยกนางเลิ้งแล้ว

17.10 น. ท้ายขบวนข้ามไปฝั่งมุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาลหมดแล้ว ตำรวจเปิดการจราจรถนนนครสวรรค์เลี้ยวขวามุ่งหน้าแยกยมราชตามปกติแล้ว

+++ช่วงที่ 2 ขบวนปักหลักที่บริเวณข้างศาลกรมหลวงชุมพรฯ+++

17.13 น. บอย-ธัชพงศ์ขอให้มวลชนออกจากหน้าแนว ซึ่งจะเป็นพื้นที่สำหรับการตั้งเวทีและการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการปะทะ

17.15-17.30 น. บิ๊ก-เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมขึ้นปราศรัยว่า 7 ปีที่ผ่านมารัฐบาลบอกว่า จะเข้ามาปราบโกงแต่ได้รัฐมนตรีที่บอกว่า “มันคือแป้ง” และหน้าด้านที่จะบอกว่า เงินเดือน 120,000 บาทนั้นไม่เพียงพอ วันนี้เป็นการจัดตลาดนัด ตลาดหลวง ตลาดทะลุฟ้าและไล่เผด็จการ  ปัญหาในปัจจุบันคือ การมีผู้นำที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ...ขอนิยามการบริหารของประยุทธ์เพราะมันบริหารได้แค่ขี้คือ ขี้โม้ ขี้โกงและขี้เลื่อย เรื่องขี้โม้คือ การยึดอำนาจและบอกว่า จะสร้างความสงบ ขอเวลาอีกไม่นาน ซึ่งผ่านมาแล้ว 7 ปี “ปฏิรูปไปปฏิรูปมา...ได้แต่คนขี้โกง” นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่เขาถูกกระทรวงดีอีสั่งลบทวีตของเขาที่เกี่ยวกับภาพครอปท็อป

17.16 น. ตำรวจควบคุมฝูงชนตรึงกำลังถนนทั้งสองฝั่งบริเวณแยกพาณิชยการ ผู้ชุมนุมและสื่อถูกขอความร่วมมือให้ออกจากแนวกั้นให้เหลือเพียงการ์ดเพื่อความปลอดภัย

17.31-17.37 น. ตัวแทนกลุ่ม Demhope กล่าวว่า รัฐบาลนี้มีทัศนวิสัยคับแคบที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา ปัญหาประเทศมีหลายเรื่องต้องแก้ไข ล่าสุดคือ โรคระบาด สิ่งที่รัฐบาลทำคือ การไปนั่งหัวเราะที่ริมทะเลภูเก็ตเมื่อวาน ตลอด 1 ปีที่ไทยอยู่กับโควิด 19 มีแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีแต่การแจกเงิน สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ งาน ประชาชนสามารถหาเงินได้มากกว่านั้นถ้าพวกเขามีงานทำ

มีการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้วัคซีนซิโนแวค แต่มีบทเรียนในอินโดนีเซียว่า ซิโนแวคไม่ได้หยุดการระบาด ตอนนี้มีคนฆ่าตัวตาย ประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่ใช่นายกฯอีกต่อไป แต่คือฆาตกร คำพูดที่ว่า ไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯก็ทำมาหากินเหมือนเดิม ลองถามตัวเองว่า ตอนนี้หากินได้เหมือนเดิมหรือเปล่า ข้อเรียกร้องของเขาคือภายในสัปดาห์นี้พลเอกประยุทธ์ต้องลาออกเพราะถ้าไม่ลาออกสถานการณ์ก็เป็นเหมือนเดิม

“ประยุทธ์ต้องลาออก รัฐบาลต้องยุบสภา เราไม่ต้องการรัฐบาลที่เป็นฆาตกร”

17.37-17.45 น. ศรีไพร นนทรี กลุ่มสหภาพแรงงาน ย่านรังสิตและใกล้เคียงปราศรัยว่า ปัจจุบันคนงานใกล้จะตายแล้ว บางคนตายเพราะโควิด เพราะการบริหารงานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชากับพรรคพวก ตอนนี้มีคนงานป่วยมากขึ้น ในโรงงานไม่มีการตรวจเชิงรุกแต่อย่างใด มันไม่ได้สวยงามแบบที่รัฐบาลพูดในทีวีเลย บางคนป่วยไม่สามารถเข้าถึงการรักษา บางคนไม่รู้ตัว สุดท้ายกลายเป็นพาหะนำโรคไปติดพี่น้องที่ต่างจังหวัด รัฐบาลไม่เคยหันมาดูแล พูดแต่ว่า จะเปิดประเทศ แต่สถานการณ์เช่นนี้มันจะเปิดได้อย่างไร

17.46 น. เพนกวิน-พริษฐ์ ปราศรัยว่า เดิมทีเขาคิดว่า จะเป็นลมแดดแต่ฟ้าก็เห็นและฟ้าทนความชั่วร้ายของรัฐบาลประยุทธ์ไม่ได้จึงส่งฝนมา โดยจะสาธยายความผิดของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ความผิดมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่จะขอสรุปเป็น 12 ประการ เช่น

๐ เป็นกบฏล้มล้างระบอบประชาธิปไตย

๐ เป็นนายกรัฐมนตรีที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันกษัตริย์อย่างถึงที่สุดด้วยการแจกมาตรา 112 จำนวนมากให้แก่ประชาชน 

๐ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทุจริตโกงกินชาติ หนักหนาที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

๐ เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง สมัยก่อนต่อว่านักการเมืองว่า เป็นสภาผัวเมีย แต่ที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ มากันทั้งกงสี

๐ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการโกงกินการเลือกตั้ง 

๐ เป็นนายกรัฐมนตรีที่เสพติดอำนาจ ตอนสมัยรัฐประหารก็มีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 จากนั้นโกงเลือกตั้งและมีส.ว. 250 คน รวมทั้งการบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่อ้างว่า ชั่วคราวแต่ตอนนี้ชั่วโคตรแล้ว มองจากดาวอังคารก็รู้ว่า ปราบม็อบไม่ใช่ปราบโรค 

๐ พลเอกประยุทธ์บริหารประเทศล้มเหลว เศรษฐกิจย่ำแย่และจีดีพีตกต่ำ

๐ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์สร้างหนี้ให้แก่ประเทศจำนวนมาก รัฐบาลที่หาเงินไม่เป็น เป็นแต่ไปซื้ออาวุธ เงินหมดก็ออกพ.ร.ก.กู้เงินฯ 

๐ ปัญหายาเสพติด ตอนที่เขาอยู่ในเรือนจำได้เจอเพื่อนนักโทษหลากหลายคดี ผู้ต้องขังคดียาเสพติดคุยกับเขาบอกว่า น้องเอ้ยไปไล่ประยุทธ์ให้หน่อย ตั้งแต่ค้ายามาไม่เคยมียุคไหนยาเสพติดราคาถูกขนาดนี้เลย ยังไม่ได้พูดถึงพ่อค้ายารายใหญ่ เป็นยุคที่ยาเสพติดเฟื่องฟูส่งออกไปต่างประเทศ 

๐ พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่สร้างความร้าวฉานในบ้านเมือง ใช้กฎหมายปราบปรามฝ่ายตรงข้าม “ยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิด คุณจ้องทำลายฝ่ายที่ไม่ชอบคุณ” 

๐ พลเอกประยุทธ์หาผลประโยชน์กับความเป็นความตายของประชาชน เช่น เรื่องวัคซีน ที่ทุกวันนี้เป็นมหากาพย์ที่หยิบมาเล่าไม่จบไม่สิ้น รัฐบาลแก้ปัญหาเหมือนลิงแก้แห ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่จัดหาวัคซีนที่หลากหลาย ถ้าไม่ต้องกั๊กว่า ต้องเป็นแอสตร้าเซเนก้าเท่านั้นที่ใช้ได้ป่านนี้ไทยมีไฟเซอร์แล้ว การล็อคดาวน์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ปิดทุกเจ้าแต่ทำไมไม่ปิดเซเว่น

ประชาชนหลายคนไม่มีสิทธิฉีดวัคซีน แต่ทำไมพนักงานบริษัทใหญ่ๆถึงได้ฉีดวัคซีนก่อน ไม่เคยโทษพนักงาน แต่ถามว่า ไปคุยอะไรกับบริษัทหรือเจ้าของบริษัทช่วยยึดอำนาจเลยต้องตอบแทน ส่วนประชาชนจะตายอย่างไรปล่อยไป สิ่งที่ประยุทธ์ จันทร์โอชาทำคือ อาชญากรรมที่เข่นฆ่าประชาชน

17.54 น. เพนกวินขอความร่วมมือมวลชนให้ออกจากแนวรั้วของตำรวจ

18.01 น. หน้าโรงเรียนราชวินิตฯ Free Arts จัดกิจกรรมปาสีกลางสายฝน

18.03 น. เคารพธงชาติ

18.06 น. ที่สะพานลอยหน้าโรงเรียนราชวินิตฯ มีการห้อยผ้าห่อศพจำลองเขียนว่า "กี่ศพแล้ว"

18.22 น. ฝนซาลง พร้อมกับรุ้งกินน้ำทอดโค้งบนท้องฟ้า เหล่าพ่อค้าแม่ขายก็ออกมาตั้งแผงขายของในตลาดราษฎรกัน สินค้าวันนี้มีหลากหลาย เริ่มที่อาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยว,ผลไม้, ทุเรียนทอด, ปลาร้าของกลุ่ม We Volunteer และคราฟท์เบียร์ของประชาชนเบียร์ , กลุ่มของใช้เช่น กระเป๋าผ้าและยาหม่องสมุนไรของพยาบาลแหวน  และของที่ระลึกและที่ใช้ในการรณรงค์ เช่น สติ๊กเกอร์ข้อความและภาพที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว, เสื้อสกรีนข้อความต่างๆ และหนังสือหนังใจที่ตั้งราคาไว้ 2 แบบคือ "ราคาสามกีบ แล้วแต่จะให้ แล้วแต่กรุณา ราคาสลิ่มเล่มละ 1,000,000.00"

18.27 น. ฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารี วิจารณ์เรื่องมาตรการโควิดว่า เขาอาศัยในประเทศที่ประชาชนต้องจองวัคซีนมาฉีดให้ตัวเอง ทั้งที่เป็นสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน เหตุใดต้องนำภาษีไปซื้อซิโนแวคที่ฉีด 3 เข็มก็อาจจะไม่พอป้องกันโควิด 19 

18.34 น. ไบรท์-ชินวัตรขึ้นปราศรัย ตอนหนึ่งเล่าถึงการที่มีผู้ติดเชื้อโควิด 19 และไม่มีเตียงรักษาจึงติดต่อมาหาเขา

18.48 น. เรย์ ตัวแทนสหภาพไรเดอร์กล่าวถึงปัญหาแรงงานแพลตฟอร์มว่า แรงงานแพลตฟอร์มเข้ามาในประเทศไทยมาประมาณ 7-8 ปีแล้ว เกือบเท่าอายุของรัฐบาลประยุทธ์ แต่กลับไม่มีกฎหมายที่คุ้มครองแรงงานในแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ไรเดอร์ทำงานบนความเสี่ยง อยากให้พี่น้องร่วมกันเป็นกระบอกเสียง อย่าให้นายทุนในแพลตฟอร์มมาเอาเปรียบแรงงาน 

ข้อมูลเพิ่มเติมคือ ในวิกฤติระลอก 3 ไรเดอร์ถือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ โดยไรเดอร์ในต่างจังหวัดถูกลดค่ารอบลงเช่น กรณีของเชียงใหม่จากเดิมที่ตอนแรกไรเดอร์เคยได้รับค่ารอบในอัตรา 42 บาทต่อเที่ยว ก่อนที่ทางบริษัทจะปรับลดลงมาเป็น 40 บาท 38 บาท จนเหลือ 30 บาทในปัจจุบัน โดยไม่มีการแจ้งเหตุผลในการปรับลดเงินค่ารอบให้ไรเดอร์ทราบ

ทั้งนี้อาชีพไรเดอร์ของเชียงใหม่ยังเป็นงานสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดระบาดอีกด้วย มีลูกจ้างในธุรกิจภาคบริการหลายคนที่ต้องผันตัวมาขับรถส่งอาหาร เช่น พนักงานโรงแรม พนักงานร้านอาหาร ฯลฯ การปรับลดค่ารอบของไลน์แมนทำให้ไรเดอร์หลายคนเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ในสภาวะที่ไรเดอร์ในระบบเพิ่มจำนวนมากขึ้น และออร์เดอร์ถูกกระจายให้คนขับแต่ละคนลดน้อยลง หากไรเดอร์ยังต้องได้รับค่ารอบเพียง 24 บาทต่อเที่ยว จะยิ่งทำให้รายได้แต่ละวันของคนขับหายไปจนอาจอยู่ไม่ได้

19.10-19.22 น. ไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอกปราศรัยว่า การที่เรามาในวันนี้ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี 120 วันไม่ใช่การเปิดประเทศแต่เป็นการที่ประยุทธ์ต้องลาออก… "มึงไม่เคยเข้าใจว่า เขาต้องใช้เงินในการอุปโภค บริโภค อยู่ในที่พักหลวงไม่ต้องจ่ายตังค์ มีคนดูแล” การมาวันนี้วัตถุประสงค์หลักคือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการจัดการโควิด 19

ประยุทธ์ไม่เคยมองเห็นประชาชนสำคัญในการบริหารประเทศเพราะถ้าเล็งเห็นความสำคัญของประชาชน จะไม่ต้องไปนั่ง “แดก” อาหารหรูอยู่ที่ภูเก็ต บอกประชาชนให้ตั้งการ์ด การ์ดอย่าตก หลายคนบอกว่า พูดจาหยาบคาย แต่พูดกับประยุทธ์คงพูดน่ารักไม่ได้ วันนี้มีร้านค้ามาเปิดมากมายเพื่อให้พี่น้องประชาชนมีเงินจุนเจือชีวิตต่อไปและจะเปิดแคมเปญ "กูจะเปิดมึงจะทำไม"

หลายคนต้องสูญเสียชีวิต แต่ประยุทธ์ออกมา "นะจ๊ะ" ลิ่วล้อสนับสนุน ล่าสุดส.ว.ออกมาด่าประชาชนว่า ขาดวินัย ไม่มีความรู้ ...การออกมาไล่ประยุทธ์เป็นหน้าที่ของทุกคนในฐานะพลเมือง ตอนที่สมัยเด็กคุณครูสอนว่า เราต้องทำหน้าที่พลเมืองในการออกไปใช้สิทธิใช้เสียง ชอบสอนให้เรากล้าแสดงออก วันนี้เราออกมากล้าแสดงออก มันบอกว่า เดี๋ยวเป็นโควิด แทนที่จะส่งเสริมประชาชนรักประชาธิปไตย..ให้บ้านเมืองดีขึ้น กลับกลายเป็นทำให้ประเทศตกต่ำที่สุดและชื่นอกชื่นใจว่า ต่างชาติชมระบบสาธารณสุข แต่อยากให้มองดีๆว่า สาธารณสุขมันล่มไปแล้ว

เขาย้ำว่า การเคลื่อนไหวไม่ใช่แค่การไล่ประยุทธ์อย่างเดียว ข้อเรียกร้อง 3 ข้อของก็ยังคงอยู่...วันนี้หลายคนหลายท่านอาจจะบอกว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดีเหลือเกิน ดีฉิบหาย บางคนบอกว่า ไม่เดือดร้อน เป็นคนไม่รู้ ไม่สนการเมือง ตราบใดที่ยังมีสิทธิเลือกตั้งก็มีหน้าที่ในการขับไล่เผด็จการในคราบกาฝากประชาธิปไตย ราษฎรเห็นปัญหาของพี่น้องประชาชนทุกอย่าง ไม่ว่าจะแรงงาน ปากท้อง ประมง ปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นแล้วพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาแก้ไขไม่ได้ ราษฎรจะเป็นคนทำ ให้มันรู้กันไปว่า ใครจะมีสมองมากกว่ากัน

การไล่ประยุทธ์ไม่ใช่วันนี้วันเดียว แต่คือทุกๆวันจนกว่าประยุทธ์จะออกไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานที่บ้าน แต่ที่สำคัญที่ประยุทธ์ต้องทำคือ การติดคุกในความผิดฐานกบฏ...

19.24-19.41 น. ตี้-วรรณวลี ธรรมสัตยากล่าวว่า เหตุใดไม่นำวัคซีนที่ประสิทธิภาพและปลอดภัยเข้ามาให้ประชาชน เรื่องการล็อคดาวน์ ประเทศอื่นล็อคดาวน์และกลับมาเปิดประเทศ เศรษฐกิจไปได้ แต่ไทยล็อคดาวน์ ทำให้ร้านค้าเจ๊ง “มีกี่ร้านค้าแล้วเล่าที่อยู่ไม่ได้ในระบอบเผด็จการนี้...เห็นต่างไม่เป็นไร ประยุทธ์ จันทร์โอชาบริหารประเทศไม่ได้...ได้โปรดเถิด เบิกเนตรออกมา อย่าบอกว่า เขารักเจ้า เขารักสถาบันฯ…” เนื่องจากว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกันกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ตี้กล่าวอีกว่า เพื่อนของเธอเป็นนักดนตรีหาเงินเลี้ยงครอบครัว เป็นอาชีพที่น่าสงสารที่สุด ได้รับปัญหาคนแรกแต่ได้รับการเยียวยาเป็นคนสุดท้าย อ้างว่า การแพร่ระบาดเกิดจากการเที่ยวกลางคืน การเปิดร้านเหล้าจึงสั่งปิด โดยไม่ได้มีความชัดเจนเรื่องเงินเยียวยาและการจัดการสินค้าที่สต็อกไว้  ต่อไปนี้ถ้าจะล็อคดาวน์ก็เอาเงินมาเยียวยาก่อนเพราะการที่ประชาชนไม่มีกิน ประเทศนี้ก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน

19.43 น. ต้น-ศิริศักดิ์ ไชยเทศ กล่าวว่า วันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา พนักงานบริการทางเพศมาทำเนียบฯแล้วครั้งหนึ่งเพื่อเรียกร้องสิทธิและการเยียวยา พวกเธอเรียกร้องให้ผู้แทนในสภาแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงทีแต่ปรากฏว่า วันต่อมาสภาล่ม “กะหรี่” เป็นอาชีพหนึ่งที่มีจำนวนกว่า 300,000 คน แต่ละปีจ่ายภาษีมากกว่า 6,000 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้ถูกทิ้งขว้าง 
"พวกท่านเห็นเรามีตัวตนตอนที่มาจับปรับและล่อซื้อ เห็นเราแค่ตอนที่แสวงหาประโยชน์ แต่เราขอการเยียวยาบ้างพวกท่านกลับไม่เคยเห็นเราเลย ดิฉันคิดว่า ประเทศนี้กะหรี่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติ" 

ต้นกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาไม่ได้รับการเยียวยา ทุกคนต่างดูแลกันเองทั้งนั้น  80 เปอร์เซนต์ของพนักงานบริการทางเพศเป็นผู้หญิงและเป็นแม่..ดังนั้นคนที่ประสบปัญหาไม่ใช่แค่พนักงานบริการทางการเพศเท่านั้น ยังมีคนข้างหลังอีกจำนวนมากเช่น ลูกและครอบครัวของพวกเธอ การถูกสั่งปิดระลอกที่ 1 ใช้เงินเก็บ ระลอกที่ 2 ไปกู้หนี้ยืมสิน และระลอกที่ 3 ที่พวกเราออกมา “พวกเราไม่มีแล้วค่ะ” อาชีพของเราสร้างรายได้ให้รัฐ แต่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ปัจจุบันนี้ต้องต่อสู้ พยายามในการใช้ชีวิต เราไม่เคยเรียกร้องมากกว่าคนอื่น ต้องการเยียวยาเท่าเทียม โดยไม่มีเงื่อนไขและขอให้ยกเลิกการล่อซื้อพวกเราสักที

"สิ่งที่เราเรียกร้องไป หากภายใน 5-15 วันไม่ได้รับการตอบรับจะยกระดับม็อบกะหรี่...สุดท้ายนี้ประยุทธ์ต้องออกไป กะหรี่สร้างชาติไม่ใช่มหาราชองค์ใด”

19.50 น. เวทีเล็กที่แยกนางเลิ้งมีการเล่นดนตรี

19.58 น. ตัวแทนคนหนึ่งปราศรัยว่า ประชาชนคือ เจ้าของประเทศนะจ๊ะ รู้ไหม ไอ้เหี้ยประยุทธ์ ฉะนั้นนายกฯต้องรับใช้ประชาชน ทำให้ประเทศอยู่ดีกินดีมีสุข ต่อไปนี้จะไม่เรียกว่า ประชาชนแล้วแต่จะเรียกว่า เจ้าของประเทศ

21.31 น. ประกาศยุติการชุมนุม โดยตลาดยังเปิดต่อถึง 22.00 น.


ทั้งนี้ผู้จัดกิจกรรมได้มีมาตรการป้องกันโควิด 19 จัดทางเข้าออกทางเดียวบริเวณแยกนางเลิ้งเพื่อเป็นประโยชน์ในการคัดกรองอุณหภูมิและแจกอุปกรณ์ป้องกันและทำความสะอาด


3 กรกฎาคม 2564 

11.09 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกล่าวถึงการชุมนุมของราษฎรเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมหลักฐาน ฐานความผิดเช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯและการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต จะดำเนินคดีทุกคน ขอย้ำอีกครั้งว่า กรุงเทพมหานครอยู่ในสภาวะของการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 นอกจากผู้ชุมนุมจะมีความเสี่ยงแล้วยังอาจจะนำไปติดคนในครอบครัว


5 กรกฎาคม 2564 

11.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลและพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวกรณีการชุมนุมระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2564 

พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า ก่อนการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2564 กองบัญชาการตำรวจนครบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์เรื่องการชุมนุมและข้อกฎหมายต่างๆที่จะถูกยกมาดำเนินคดีแล้ว

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า การชุมนุมระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2564 จำนวน 7 กลุ่มเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 25 ที่ออกตามความในมาตรา 9 ของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ , พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯและการกีดขวางทางจราจร ส่วนกรณีที่เปิดขายเบียร์จะเป็นความผิดในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพ.ร.บ.สุราฯและพ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ การกระทำผิดเป็นการกระทำผิดในหลายท้องที่สน.นางเลิ้ง, ปทุมวัน, สำราญราษฎร์และพญาไท พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานมีกลุ่มบุคคลที่จะถูกดำเนินคดีกว่า 70 รายและรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอีกจำนวนหนึ่ง

ผู้ชักชวนด้วยประการหนึ่งประการใดและแกนนำในการจัดคาร์ม็อบ ตลอดจนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดมีความผิดตามข้อกล่าวหาที่กล่าวมา พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมหลักฐานตามกล้องวงจรปิดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจะต้องดูประกอบด้วยว่า พฤติการณ์การขับขี่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายจะเป็นความผิดเพิ่มเติม

พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวด้วยว่า จำนวนอย่างน้อย 70 คนเป็นจำนวนแรกเริ่มที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้แล้ว จึงไม่ได้หมายความว่า มีเพียง 70 คนที่จะถูกดำเนินคดีเท่านั้น