#ม็อบ30มิถุนา : #ไทยไม่ทน

วันที่2564-06-30

เวลา13:00

สถานที่จาก ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ จ.กรุงเทพมหานคร ไปยัง ศาลหลักเมือง จ.กรุงเทพมหานคร

  • + 9

วัตถุประสงค์การชุมนุม

ขับไล่รัฐบาล หรือบุคคลในรัฐบาล

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

21-50

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

51-100

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

30 มิถุนายน 2564 เวลา 13.00 น. ที่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ กลุ่มไทยไม่ทนนำโดยจตุพร พรหมพันธุ์นัดหมายออกเดินไปที่ศาลหลักเมืองเพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง  ก่อนหน้านี้กลุ่มไทยไม่ทนบอกว่า จะรวมตัวไม่เกิน 20 คนเท่านั้นตามข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 25 จุดยืนของกลุ่มคือ ขับไล่พลเอกประยุทธ์และให้ใครก็ได้มาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองภายใต้ฉันทามติสามข้อคือ หนึ่งคือ การแก้ไขโควิด 19, สอง แก้ไขเศรษฐกิจ และสาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ลำดับเหตุการณ์

เวลา 13.00 น. ที่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ กลุ่มไทยไม่ทนนำโดยจตุพร พรหมพันธุ์เตรียมพร้อมออกเดินไปที่ศาลหลักเมืองเพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมีมวลชนบางส่วนมารอติดตาม ก่อนหน้านี้กลุ่มไทยไม่ทนบอกว่า จะรวมตัวไม่เกิน 20 คนเท่านั้นตามข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 25 จตุพรระบุว่า วันนี้มาเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์รัชกาลที่สาม ซึ่งทรงกอบกู้บ้านเมืองและทำการค้ากับต่างประเทศ ทำให้ประเทศได้รอดพ้นจากวิกฤติมาได้ โดยแวะตามจุดต่างๆเช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและศาลพระแม่ธรณี

13:20 น. จตุพรและกลุ่มไทยไม่ทนเดินออกจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ไปศาลหลักเมือง มีการแวะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

13.39 น. ขบวนหยุดที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา นันทพงศ์ ปานมาศ เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตยกล่าวว่า วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ออกมาเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ที่มีที่มาจากเผด็จการออกจากตำแหน่ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาคือ จอมพลถนอม กิตติขจรและพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาคือ พลเอกสุจินดา คราประยูร ทั้งสามคนนี้ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยเพราะเป็นผู้นำที่มาจากเผด็จการทหาร จนถึงวันนี้พลเอกประยุทธ์ได้ทำให้เห็นแล้วว่า ไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การเคลื่อนไหวครั้งนี้คือการยืนยันว่า พลเอกประยุทธ์ต้องออกจากตำแหน่ง การอยู่ในตำแหน่งต่อแม้แต่วันเดียวจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสและชีวิตประชาชน

เขาขอบนบานศาลกล่าวถึงดวงวิญญาณของวีรชนไม่ว่า จะ 14 ตุลา 2516  6 ตุลา 2519 หรือดวงวิญญาณในเหตุการณ์พฤษภา 35 ถ้าดวงวิญญาณเหล่านี้ได้ยินคำบนบานนี้ ช่วยกันนำพลเอกประยุทธ์ออกจากตำแหน่งเร็วที่สุด

13:43 น. ขบวนออกเดินต่อมุ่งหน้าศาลแม่พระธรณี ตำรวจตั้งแถวที่ฟุตบาทสกัดกลุ่มแกนนำ โดยมีการเจรจากัน จตุพรกล่าวว่า ขอคุยระบบการจัดการมวลชนหลังจากที่ไหว้ศาลแม่พระธรณี

13.50 น. ระหว่างที่จตุพรแวะสักการะพระแม่ธรณี ตำรวจในชุดกากีได้ตั้งแนวปิดทางเท้าที่หน้าศาลฎีกา บางส่วนรอสังเกตการณ์ใกล้กับศาลแม่พระธรณี จากนั้นผู้กำกับการสน. ชนะสงครามเจรจากับทีมไทยไม่ทน ข้อสรุปคือจะให้เดินผ่านไปและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่หน้าศาลฎีกา จากนั้นตัวแทนสิบคนจะเดินไปที่ศาลหลักเมือง 

13.54 น. เริ่มตั้งขบวน แถวหน้ามีการถือป้ายผ้าข้อความว่า “ประยุทธ์ต้องออกไป”

14.00 น. จตุพรให้สัมภาษณ์ที่หน้าศาลฎีกาบอกว่า เหตุที่ต้องแวะศาลฎีกาเพื่อต้องการส่งเสียงบอกว่า รัชกาลที่สิบตรัสไว้ว่า เรื่องการอำนวยความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ แต่ประชาชนจำนวนมากและเขาไม่ได้รับความยุติธรรม ในส่วนของเขานั้นทราบว่า ผู้มีอำนาจวางแผนที่จะขังเขา ระยะเวลาที่ผ่านมาเขาเป็นคนแรกของไทยอย่างน้อยสามเรื่อง 

หนึ่ง คดีทางแพ่ง ศาลฎีกาได้พิพากษาว่า จตุพรไม่ได้ปราศรัยยุยงให้มีการเผาบ้านเผาเมือง แต่สั่งให้เขาชดใช้เหตุเพราะเป็นประธานนปช. ทั้งที่เวลานั้นเขายังไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธาน นปช. แต่รับตำแหน่งในสี่ปีถัดมา  คำถามคือ การระบุว่า เขาเป็นประธานนปช. ซึ่งเขาไม่ได้เป็นในขณะนั้น ศาลฎีกาจะรับผิดชอบอย่างไร

สอง เขาถูกคุมขังและสมัครส.ส.ได้จากในเรือนจำ แต่ไม่ได้เลือกตั้งทั้งที่เขาร้องขอ ท้ายสุดเป็นเหตุให้เขาขาดสมาชิกภาพ แม้ต่อมาสหภาพรัฐสภาโลก ที่ควิเบกมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ไทยคืนสมาชิกภาพให้เขาแต่ไม่เคยได้รับ

สาม มีความพยายามให้นับโทษใหม่ในคดีที่พ้นโทษแล้ว ทราบว่า มีความพยายามจะเอาตัวเขาในวันที่ 8 กรกฎาคม 2564 

14.11 น. เริ่มตั้งขบวนไปที่ศาลหลักเมือง โดยจำกัดให้ตัวแทนเข้าไปได้สิบคนและขอให้มวลชนรอที่ศาลฎีกา ตัวแทนที่เข้าไปเช่น จตุพร พรหมพันธุ์, ยศวริศ ชูกล่อมและธนาวุฒิ วิชัยดิฐ

“คณะไทยไม่ทนสามัคคีประชนได้เดินทางเพื่อมาขอสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง พระสยามเทวาธิราช พระแก้วมรกตซึ่งเป็นสิ่งสักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองตั้งแต่มีกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นบัดนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาพที่ประชาชนมีความทุกข์ยากอันแสนสาหัส ประเทศชาติอยู่ท่ามกลางความยากลำบาก ผู้ปกครองไม่นำพาถึงความทุกข์ของราษฎร ไม่ได้แก้ไขปัญหาความทุกข์ของราษฎร ข้าพเจ้าและคณะ ซึ่งได้ประกาศจุดยืนในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้ผู้ปกครองลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง บัดนี้สภาพของประเทศไทย เศรษฐกิจพังพินาศ โควิดไม่สามารถควบคุมได้ มาตรการต่างๆลิดรอนประชาชนยิ่งสร้างความเสียหาย ผู้ปกครองไม่แสดงความรับผิดชอบ พวกผมหมดหนทางหมดที่พึ่งแล้ว 

ขอเปล่งวาจาเป็นสัตยาอธิษฐานไปยังศาลเจ้าพ่อหลักเมือง พระสยามเทวาธิราช พระแก้วมรกต ได้โปรดปกป้องชีวิตของคนไทย อย่าให้ตายไปมากกว่านี้ ปกป้องชีวิตของคนไทยอย่าให้ติดโควิด 19 ไปกว่านี้ อย่าให้อดตายไปมากกว่านี้และให้คนไทยกลับมามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และขอให้คนไทยได้มีผู้ปกครองคนใหม่ที่ทำตามเจตนารมณ์ของประชาชน ไม่ได้มุ่งหมายให้เป็นใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ใครก็ได้ที่มาทำหน้าที่ในการรับใช้บ้านเมืองภายใต้ฉันทามติสามข้อคือ หนึ่งคือ การแก้ไขโควิด 19, สอง แก้ไขเศรษฐกิจ และสาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ...”

14.22 น. จตุพรกล่าวถึงการชุมนุมในวันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม 2564 ว่า จะมีประชาชนมาร่วมกันมากกว่าเดิม เหมือนกรณีของกบฏร้านอาหารที่วันนี้กล้ากบฏแล้ว “กูจะเปิดใครจะทำไม” ก็เป็นแคมเปญให้เห็นว่า ถ้าไม่กล้ากบฏกับผู้ปกครองในสิ่งที่ไม่ถูกต้องประชาชนจะอดตาย ประชาชนจะยากลำบาก จึงเชื่อว่า วันเสาร์ที่ 3 นี้คนจะออกมามากกว่าเดิม เป็นการตัดสินใจระหว่างการทนอยู่ภายใต้ระบอบประยุทธ์ที่ต้องรอวันตายหรือจะเปลี่ยนระบอบประยุทธ์เพื่อชีวิตที่รอด

จตุพรกล่าวอีกว่า สายป่านสุดท้ายคือ การประกาศลักหลับตอนตีหนึ่ง ซึ่งจะสำแดงความคับแค้นตามลำดับ พลเอกประยุทธ์จะไม่จบในวันเสาร์นี้แต่เสาร์ต่อๆไปพลเอกประยุทธ์จะจบ

14.25 น. ยุติกิจกรรม