#ม็อบ10พฤษภา : #เปิดไฟให้ดาว

วันที่2564-05-10

เวลา18:00

สถานที่แยก ปทุมวัน จ.กรุงเทพมหานคร

  • + 10

วัตถุประสงค์การชุมนุม

เรียกร้องความยุติธรรมในระบบศาล

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

-

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

-

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

10 พฤษภาคม 2564 เวลา 18.00 น. ที่แยกปทุมวัน People Go Network จัดกิจกรรม #เปิดไฟให้ดาว ก่อนหน้าการไต่สวนคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเพนกวิน-พริษฐ์และเพื่อนๆ ในวันพรุ่งนี้  ตั้งแต่เวลา 17.00 น. พบป้ายข้อความ ระยะ 150 เมตรตามมาตรา 7 ของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ คาดว่า เป็นการปักจุดแสดงพื้นที่ห้ามชุมนุมรัศมี 150 เมตรจากเขตพระราชฐานคือ วังสระปทุม อย่างไรก็ตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่ใช้บังคับกับการชุมนุมภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินฯเช่นในเวลานี้ ขณะที่ตำรวจเริ่มตั้งจุดคัดกรองคนเข้าออกบริเวณสกายวอล์ค 

กิจกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตำรวจมีการประกาศข้อกฎหมายเรื่องการรวมตัวที่ออกตามความพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯและเจรจาให้ตัวแทนกิจกรรมไม่หันทิศทางลำโพงไปทางวังสระปทุม ตัวแทนปฏิบัติตาม จากนั้นจึงเริ่มกิจกรรมด้วยการตีกลองของราษดรัมและกิจกรรมดำเนินไปได้จนจบ

ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 มายด์-ภัสราวลี หนึ่งในผู้ร่วมปราศัยแจ้งข่าวว่า ติดเชื้อโควิด 19 โดยตอนที่ไปร่วมกิจกรรมยังไม่ได้ทราบว่า ตนเป็นกลุ่มเสี่ยงจะติดเชื้อได้ หลังจากนั้นวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 พนักงานสอบสวนสน.ปทุมวันส่งหมายเรียกผู้ต้องหาให้แก่พริม มณีโชติ ผู้ดำเนินรายการ โดยกล่าวหาว่า ฝ่าฝืนพ.ร.บ.โรคติดต่อฯ จากการไม่สวมหน้ากากอนามัย เมื่อพริมสอบถามไปยังพนักงานสอบสวนทราบว่า คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้นหกคน

สำหรับวันดังกล่าวผู้ที่ปราศรัย, ร้องเพลงและดำเนินรายการส่วนใหญ่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยขณะทำกิจกรรม แต่ผู้จัดมีการเตรียมเฟซชิลด์ไว้ให้ รวมทั้งกลุ่มบุคคลดังกล่าวยังยืนห่างจากฝูงชนพอสมควร

+++ยุกติ : คณะราษฎร 63 ทลายกำแพงและเปิดเปลือยความอยุติธรรมในสังคมไทย+++

18.52 น. ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สาดแสงดาวฝ่ากำแพงและความมืดมน จนถึงวันนี้การต่อสู้ของประชาชนในขบวนการคณะราษฎร 63 ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พลังของแสงดาวได้สร้างสรรค์สังคมไทยอย่างไร พลังทะลุทะลวงนี้แทบจะไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยและหากจะมีก็ยังไม่เคยปรากฏพร้อมกันอย่างทรงพลังมากกว่าอย่างที่เป็นแบบนี้มาก่อนเลย หากจะเทียบกับขบวนการประชาชนในอดีตคงต้องเทียบได้กับพลังของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในทศวรรษ 2470-2480, การเคลื่อนไหวของขบวนการเสรีไทยในทศวรรษ 2480, การเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา ประชาชน ชาวไร่ ชาวนา ในทศวรรษ 2510, ขบวนการคอมมิวนิสต์ในทศวรรษ 2510-2520, ม็อบมือถือกลางกรุงเทพในทศวรรษ 2530, สมัชชาคนจน เอ็นจีโอและประชาชนชนชั้นกลางในทศวรรษ 2550, การเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงในทศวรรษ 2540-2550 

การเคลื่อนไหวของคณะราษฎร 63 จึงนับได้ว่า เป็นทั้งการสานต่อและสร้างประวัติศาสตร์ของประชาชนหน้าใหม่ให้แก่ประวัติศาสตร์ไทยอย่างทรงพลัง คณะราษฎร 63 ได้ส่องแสงทะลุกำแพงมาแล้วมากมาย สรุปรวมได้อย่างน้อย 5 กำแพงด้วยกัน แต่การทะลุทะลวงได้สานต่อผลงานและสร้างอำนาจของการเมืองประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ละยุคสมัย สั่งสมไป ก้าวไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์และมีมิติใหม่ๆมากขึ้นเรื่อยๆดังนี้


1. กำแพงชนชั้น คณะราษฎร 63 เป็นการรวมตัวต่อสู้เพื่อสิทธิทางการเมืองที่ข้ามพรมแดนของชนชั้นมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย การที่ทนายอานนท์เป็นลูกของชาวนา คุณไมค์เป็นลูกกรรมกรมาร่วมต่อสู้กับลูกหลานชนชั้นกลาง ระดับล่าง ระดับบนหลายกลุ่มตลอดจนโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ต่างระดับการศึกษา ต่างระดับทางสังคมเชื่อมต่อเข้ากับชนชั้นกลางระดับล่างอย่างคนเสื้อแดง การประสานกันของมวลชนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมต่อกันของขบวนการประชาชนในปัจจุบัน

2. กำแพงพื้นที่การเมือง สร้างความเชื่อมโยงข้ามพื้นที่ใน 3 ลักษณะด้วยกัน คือ การข้ามพื้นที่ทั่วประเทศไทย พื้นที่การเมืองไม่ใช่กรุงเทพอีกต่อไปเท่านั้น, ข้ามประเทศ ในอดีตคณะราษฎร 2475 และขบวนการเสรีไทยได้เคยสร้างเครือข่ายข้ามประเทศในการต่อสู้กับจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นและยุโรป ในปัจจุบันคณะราษฎร 63 สร้างเครือข่ายข้ามประเทศผ่านออนไลน์และการรวมตัวหลวมๆเพื่อหนุนกระแสการสร้างประชาธิปไตยข้ามชาติผ่านเครือข่าย #Milkteaalliance และการเชื่อมต่อออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่างๆ 

คณะราษฎร 63 พิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาขยับเชื่อมต่อพื้นที่ออนไลน์และออฟไลน์กันอย่างชาญฉลาด พวกเขาไม่ได้เป็นนักเลงคีย์บอร์ดที่กลัวแดด กลัวฝน ไม่อดทนและกลัวความเสี่ยง นี่แสดงให้เห็นว่า ปัญหาของประเทศไทยนั้นใหญ่ยิ่งจนทำให้พวกเขาตระหนักว่า ลำพังการเคลื่อนไหวในโลกอินเทอร์เน็ตไม่เพียงพอต่อการสร้างผลสะเทือนแต่อย่างใด ทำให้เขาต้องลุกออกจากหน้าจอมาลงถนน

3.กำแพงเพศสภาวะ การก้าวข้ามที่สำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองย่อมมีการทลายเพศสภาวะเสมอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโดยมากแล้วกำแพงเพศสภาวะที่ผ่านมายังคงอยู่ในกรอบของสังคมสองเพศ หากแต่การเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันทางเพศในปัจจุบันไปพ้นจากความเท่าเทียมทางเพศระหว่างชายหญิง มีการเรียกร้องความเท่าเทียมกันในความหลากหลายของเพศสภาวะ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คณะราษฎร 63 ไม่เพียงเปิดรับความหลากหลายทางเพศแต่ยังทำให้เห็นว่า ความหลากหลายทางเพศเป็นความปกติของสังคมที่จะต้องได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ นับว่า เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ก้าวหน้าไปไกลกว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตอย่างชัดเจน

4. กำแพงการมองคนไม่เท่ากัน การไม่เคารพประชาชนเป็นกำแพงพื้นฐานของการเคลื่อนไหวของประชาชนแต่ไหนแต่ไรมา ทุกการเคลื่อนไหวของประชาชนคือ การเรียกร้องสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมือง การเรียกร้องการตัดสินชะตาชีวิตของตนเอง การเคารพประชาชนในฐานะคนที่เท่ากัน แต่ความโดดเด่นประการหนึ่งของคณะราษฎร 63 คือ การทำลายกำแพงระบบอาวุโส การท้าทายระบบอาวุโส การท้าทายระบบพัฒนามาจากการต่อต้านระบบโซตัสในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย การตั้งคำถามกับระเบียบเครื่องแบบ ทรงผมของนักเรียน รวมไปถึงการละเมิดสิทธิของนักเรียน การตั้งกลุ่มที่ปกป้องสิทธิของนักเรียนเองเช่น กลุ่มนักเรียนเลว การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทลายเส้นแบ่งระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ จนเกิดการมีส่วนร่วมของเยาวชนทั่วประเทศ ทำให้กล่าวกันว่า เป็นไปได้อย่างไรที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้มีเยาวชนที่อายุน้อยที่สุดเข้าร่วมมากที่สุดในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองไทย

5. กำแพงสถาบันศักดิ์สิทธิ์  สถาบันตุลาการถูกเปิดเปลือยให้เห็นว่า กำลังเป็นสถาบันที่ก่อปัญหาแก่ระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นสถาบันที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันประชาชน...คณะราษฎร 63 ตั้งคำถามต่อบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ตลอดจนเรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์กลับมาเป็นสถาบันที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และเป็นสถาบันที่อยู่นอกและเหนือการเมืองอย่างแท้จริง...

ล่าสุดเมื่อรัฐบาลเผด็จการประยุทธ์ จันทร์โอชาใช้อำนาจในการปราบปรามการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ ทั้งโดยการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง การจับกุมอย่างไม่ชอบธรรม ตลอดจนการไม่เคารพสิทธิการประกันตัวของศาล แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยปฏิบัติต่อประชาชนอย่างไร้มนุษยธรรม ไร้หลักนิติธรรมอย่างต่อเนื่อง แกนนำคณะราษฎร 63 จึงเป็นตัวแทนของเหยื่อความยุติธรรมและไร้มนุษยธรรมของกระบวนการตุลาการและกระบวนการยุติธรรมไทยทั้งหมด นับเป็นปฏิบัติการเปิดเปลือยความอยุติธรรมอำมหิตขนานใหญ่แบบที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย


+++มายด์-ภัสราวดี : ในยามยากยิ่งต้องขัดเกลาความหวังให้แหลมคม+++

19.25 น. มายด์-ภัสราวดี ธนกิจวิบูลย์ผล กล่าวทำนองว่า ที่ผ่านมารัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชามีความพยายามในการปูทางรวบอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 มอบความผิดหวังให้ประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น การบริหารงบประมาณแผ่นดินและการแก้ไขปัญหาโควิด 19 ความหวังของเราที่อยากเห็นคือ การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ พรรคพวกของประยุทธ์ จันทร์โอชาได้มอบความผิดหวังผ่านการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ใช้กฎหมายมาขัดขวางไม่ให้เกิดการพูดคุยเพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ การปฏิรูปในที่นี้หมายความว่า ทำให้ดีขึ้น การพูดคุยอย่างกว้างขวางจะนำไปสู่การปฏิรูปได้โดยไร้ซึ่งความบาดหมาง แต่รัฐบาลนี้ทำทุกทางที่จะขวางการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ถ้าหากไม่ต้องการการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์แล้ว รัฐบาลนี้ต้องการอะไร? สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เรามองเห็นไปในรูปแบบอื่น เราพยายามแสดงออกอย่างประนีประนอม แต่รัฐบาลกลับมอบความกลัวให้ประชาชนและนึกฝันว่า ประชาชนจะไม่สู้ เขาคิดผิดมาก สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เมื่อรัฐบาลประยุทธ์ลดทอนความหวัง ขัดขวางไม่ให้มีความหวัง สร้างความกลัวให้สังคมหมดหวัง แต่อยากให้ทุกคนมองว่า ถึงแม้ว่า จะเป็นไปได้ยากที่ไปสู่ชัยชนะ ความริบหรี่ของความหวังนี้จะต้องทำให้เราแหลมคมมากขึ้น เราจำเป็นที่จะต้องขัดเกลาความหวังให้ตรงประเด็นและแหลมคมเพื่อเอาชนะสิ่งที่ไม่ชอบธรรม ส่วนนี้นั่นเองที่ทำให้เราทุกคนมายืนอยู่ตรงนี้ ไม่หมดไฟในการต่อสู้

ทุกการต่อสู้ ความหวังเป็นแรงขับสำคัญในการขับเคลื่อนไป ถึงแม้ว่า ความหวังจะริบหรี่ แต่อยากให้ทุกคนมองไปรอบข้างเราว่า สังคมมันแตกต่างจากที่เราเคยอยู่แค่ไหน ทุกวันนี้ความหวังนี้มาในรูปแบบการกล้าแสดงออกในการพูดถึงการเมืองและการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ความหวังมันอยู่กับเราเสมอ ถึงแม้ว่าจะเป็นความหวังย่อยๆ หากเรารวมตัวกัน รวมให้เป็นความหวังที่ใหญ่ ส่องสว่างได้เจิดจ้ากว้านี้ได้ และเชื่อว่า การรวมตัวกันจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง เชื่อว่า ไม่เกินเอื้อมและกำลังมาถึงอีกไม่นาน

เพื่อนเราที่อยู่ในเรือนจำทุกคนพวกเขาต่างสู้ด้วยความหวังเหมือนกันกับพวกเราที่อยู่ข้างนอก พวกเขาทำทุกวิถีทางในสภาวะที่จะทำได้ เชื่อว่า เพื่อนเราทุกคนยังสู้อย่างสุดชีวิตในรูปแบบที่ทำได้ เราได้เห็นความเสียสละอย่างมากจากเพนกวิน จากอานนท์ จากไมค์และจากทุกคนที่ต้องอยู่ในนั้น  ความหวังที่ส่งออกมาจากเรือนจำนั้น...เราเห็นและพวกเรารับรู้ถึงมันได้ พวกเรายังมีความหวังเฉกเช่นเดียวกันกับคนที่อยู่ข้างใน พวกเรายังมีความหวังว่า วันหนึ่งเราในฐานะประชาชนจะได้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศอย่างแท้จริง

"อย่าได้ปรามาสอำนาจของตัวเอง เราทุกคนมีศักดิ์ศรีในการต่อสู้เท่าเทียมกัน...เชื่อมั่นในอำนาจของตัวเองเข้าไว้ ประเทศนี้เป็นของประชาชนทุกคน"