#ม็อบ26เมษา : #อดพร้อมเพื่อน

วันที่2564-04-26

เวลา16:00

สถานที่ศาลอาญารัชดาฯ จ.กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์การชุมนุม

เรียกร้องความยุติธรรมในระบบศาล

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

1-10

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

-

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

วันที่ 26 เมษายน 2564 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เลิศศักดิ์​ คำคงศักดิ์ อดีตหัวหน้าหมู่บ้านทะลุฟ้า เข้ารายงานตัวต่อศาลอาญาในวันที่ 26 เมษายน 2564 ฐานละเมิดอำนาจศาล จากการทำกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยเพื่อนเราเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564 ศาลให้เลื่อนการพิจารณาไปวันที่ 15 มิถุนายน 2564 หลังเสร็จจากการพิจารณาคดี เลิศศักดิ์ประกาศเริ่มกิจกรรมปักหลักอดอาหารตั้งแต่เวลา16.00 น. อยู่บริเวณประตูทางเข้าศาลอาญา ริมถนนรัชดาภิเษก เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวโดยไม่มีเงื่อนไขให้แก่ผู้ต้องขังทางการเมืองกลุ่มราษฎร  

ลำดับเหตุการณ์

26 เมษายน 2564 

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เลิศศักดิ์​ คำคงศักดิ์ อดีตหัวหน้าหมู่บ้านทะลุฟ้า เข้ารายงานตัวต่อศาลอาญาในวันที่ 26 เมษายน 2564 ฐานละเมิดอำนาจศาล จากการทำกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยเพื่อนเราเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564 ศาลให้เลื่อนการพิจารณาไปวันที่ 15 มิถุนายน 2564 หลังเสร็จจากการพิจารณาคดี เลิศศักดิ์ประกาศเริ่มกิจกรรมปักหลักอดอาหารตั้งแต่เวลา16.00 น. อยู่บริเวณประตูทางเข้าศาลอาญา ริมถนนรัชดาภิเษก เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวโดยไม่มีเงื่อนไขให้แก่ผู้ต้องขังทางการเมืองกลุ่มราษฎร  

เลิศศักดิ์ กล่าวว่า ตัวผมเริ่มอดอาหารตั้งเวลา 16.00 ของวันที่ 26 เมษายน 2564 ตั้งใจว่าจะอดอาหารไปเรื่อยๆ จนกว่าร่างกายจะไม่ไหว วัตถุประสงค์ของการอดอาหาร คือ อยากใช้เวลาช่วงที่ถอดอาหารเพื่อฉายภาพของคนข้างในที่กำลังอดอาหารอยู่ อยากใช้เวลาช่วงนี้ทำกิจกรรมรักษาการเคลื่อนไหวของพี่น้องประชาชนคนเล็กคนน้อยเอาไว้ ด้วยความเคารพต่อพระอาจารย์ดาวดินที่นับถือกันมานานหลายปี แกมานั่งอดอาหารที่นี่แล้วก็โดนดำเนินคดีไปด้วยข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการเข้าร่วมหมู่บ้านทะลุฟ้า และโดนดำเนินคดีฐานแต่งกายเลียนแบบสงฆ์สองครั้งในรอบสองวันโดยมีเงื่อนไขว่า ไม่ให้แต่งกายเลียนแบบสงฆ์อีก ถ้าหากยังทำอีกก็จะไม่ให้สิทธิประกัน ก่อนหน้านี้ได้พูดคุยกับพระดาวดินไว้แล้วว่าอยากจะมารับไม้ต่อเพื่อให้กระแสการเคลื่อนไหวนี้มันได้ไปต่อ

เขากล่าวต่อว่า จะอดอาหาร โดยกินน้ำเปล่าและเกลือแร่ พร้อมกับพยายามใช้เวลาในช่วงนี้ฉายภาพถึงความทุกข์ทรมานจากการไม่ได้รับสิทธิประกันตัวของเพื่อนที่อดอาหารอยู่ในเรือนจำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยจะอยู่ที่นี่ตลอดเวลา อาจจะมีไปเข้าห้องน้ำหรืออาบน้ำบ้าง ทั้งกลางวันและกลางคืนจะประจำอยู่ตรงนี้ จะนอนอยู่ตรงนี้ (หมายถึงริมรั้วหน้าประตูทางเข้าศาลอาญา) ช่วงนี้มีการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จึงไม่ใช้พ.ร.บ.ชุมนุมฯ แต่ในการใช้กฎหมายเจ้าหน้าที่ก็ทำให้เราสับสน บางครั้งแม้อยู่ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็ยังใช้พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มากลั่นแกล้งรังแก จับกุมคุมขัง ทำให้เกิดคดีความกับประชาชน เราเลยแจ้งการชุมนุมตามขั้นตอนของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไป และตำรวจก็แจ้งกลับมาแล้วว่า “ไม่อนุญาตให้ชุมนุม” เพราะมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เราก็รับรู้ไว้

หลักการสำคัญของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ นั้น เป็นกฎหมายลูกที่กำหนดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ควรจะต้องอยู่ในขอบเขตของการควบคุมโรคโควิด 19 จริงๆ ไม่สามารถใช้เพื่อละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินเหตุไปได้ ส่วน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ก็ยังใช้ได้ เราจึงยืนหยัด  นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้อีกฉบับหนึ่ง คือ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ที่เทศกิจมาปิดประกาศว่า ห้ามนอนแถวนี้ ถ้าหากนอนจะปรับ 500 บาท 

"เขาคงอยากจะมาเล่นงานเพื่อให้ตัวผมและเพื่อนๆ ไม่ได้อยู่ตรงนี้ เหมือนที่ทำกับพระดาวดิน และทีมของ “ป้าเป้า” ตรงนั้นที่โดนปรับไปแล้วสี่คน คนละ 500 บาท เมื่อเข้าสู่ยามวิกาล เลยเที่ยงคืนไปแล้วก็อาจโดนเล่นงานเรื่องนี้ แต่เรายืนยันที่จะอยู่ตรงนี้ ทั้งกลางวันและกลางคืน" เลิศศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย


เวลาประมาณ 17.00 น. ตำรวจสน.พหลโยธิน เทศกิจ และรปภ.ศาล เข้ามาพูดคุย สอบถามรายละเอียดกิจกรรม ตำรวจแจ้งว่า ที่เลิศศักดิ์ แจ้งการชุมนุมตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไปนั้นได้รับแล้ว แต่ "ไม่อนุญาต" ทั้งที่ในเอกสารตำรวจเพียงแจ้งข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้ทราบ นอกจากนี้ยังแจ้งด้วยว่า การนำป้ายไปติดที่รั้วศาลอาญานั้นเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ความสะอาดฯ เมื่อตำรวจแจ้งดังนั้น ตัวแทนได้ปลดป้ายลง

ต่อมาเวลา 17.20 น. ตำรวนสน.พหลโยธินนอกเครื่องแบบมาอ่านประกาศที่ออกตามความพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประกาศกรุงเทพมหานครเรื่อง การสั่งปิดสถานและเรื่องให้สวมใส่หน้ากากอนามัย จากนั้นจึงติดประกาศไว้ที่รั้วศาลอาญา


เพจ People Go network รายงานการเสวนาในช่วงค่ำเรื่อง “โควิดในเรือนจำ กับชีวิตเสี่ยงของผู้ต้องขัง” ดร.ภาสกร อินทุมาร กล่าวว่า จากข่าวล่าสุดพรชัย ผู้ต้องขังที่เพิ่งได้ออกจากเรือนจำแม่แตง จ.เชียงใหม่ก็ติดโควิด และในเรือนจำแห่งนั้นก็มีคนติดจำนวนมากแล้ว เรามีความห่วงใย ไม่เฉพาะเพื่อนของเรา แต่ทุกคนที่อยู่ในเรือนจำ ถ้าโควิดแพร่กระจายโดยรัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ก็น่าเป็นห่วง


เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ถึงวันนี้หลายคนออกมาพูดย้ำเรื่องหลักการสิทธิในการประกันตัวแล้วแต่ก็ยังไปไม่ถึงหูของคนที่ตัดสินใจ หลักการเรื่องสิทธิประกันตัว มีขึ้นเพื่อรับรองว่าคนที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีจะสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม ต้องได้รับสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ มีโอกาสสู้คดีอย่างเต็มที่ จะต้องถูกจำคุกก็ต่อเมื่อผ่านการพิจารณาคดีมาแล้ว แต่คนในภาพเหล่านี้ยังไม่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิด 

หลายคนในที่นี้ป่วย ฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารีได้บาดเจ็บก่อนเข้าเรือนจำ พอร์ท ปริญญา หรือ พอร์ท วงไฟเย็นก็ป่วย ส่วนเพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์กับรุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุลกำลังอดอาหาร ไม่มีเหตุที่จะเอาคนเหล่านี้ไปขังไว้ตรงนั้น ถ้าหากเราต้องการลดความแออัดในเรือนจำคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรกที่ควรได้ประกันตัว 

การอดอาหารของพวกเขาเป็นหนึ่งในการต่อสู้ ที่จะช่วยกันชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรม ในเรื่องที่เกิดขึ้นที่ศาลแห่งนี้ที่มีความพยายามไม่ให้คนที่ถูกดำเนินคดีถูกปฏิบัติแบบปกติ พวกเขาจึงพยายามเปิดโปงความไม่เป็นธรรมในระบบที่เป็นอยู่ บางครั้งก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า การอดอาหารจะได้ผลไหมในสังคมที่เป็นอยู่ สังคมที่ไม่สนใจเรื่องความเป็นธรรมและหัวเราะเยาะคนที่ไม่เห็นด้วยกัน การอดอาหารอาจจะเป็นเครื่องมือที่ได้ผลในสังคมที่เป็นอารยะ แต่การอดอาหารของคนที่อยู่ในเรือนจำครั้งนี้ก็ได้ทำให้มีบทสนทนากันในสังคมมากขึ้น 

“ถ้าบ้านเรารก แทนที่จะบอกว่าออกไปจากบ้านสิ เก็บกวาดบ้านกันดีกว่าไหม ทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมายคือต้องให้สิทธิประกันตัว วันใดวันหนึ่งมันอาจจะเป็นเราก็ได้ เราอาจถูกจับก็ได้แล้วเราก็ต้องอยากได้สิทธิประกันตัว” นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนกล่าว

ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ผมเองยังมีความหวังในระบบความยุติธรรมของบ้านเรา ช่วงที่ผ่านมาหลายคนก็เพิ่งได้รับการประกันตัวออกมา ก็ขอขอบคุณคนที่ยังเห็นความสำคัญของหลักสิทธิประกันตัว และหวังว่าจะได้เห็นคนได้ประกันตัวมากขึ้น สภาพในเรือนจำเองก็อันตรายจากการแพร่เชื้อด้วย

“ถ้าหากวันนี้พวกเราไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้เพื่อนของเราถูกลืมไปโดยไม่สามารถจะทำอะไรได้ เป็นเรื่องที่หนักหนากว่า การที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนกับพวกเขา เราไม่สามารถทิ้งเขาไว้เดียวดายในเรือนจำได้ เราคาดหวังจะเห็นความตื่นตัวต่อเรื่องนี้ในสังคมมากขึ้น” ผศ.ดร.อดิศร กล่าว 

ประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องของเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันเป็นหลักการทางสากลที่ต้องช่วยกันรักษา ถ้าหากสังคมไม่สามารถรักษาหลักการเอาไว้ได้ ประเทศหรือสังคมนั้นๆ น่าเป็นห่วง เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะถูกละเมิดสิทธิเมื่อไร

ผศ.ดร.อดิศร ซึ่งใช้ตำแหน่งอาจารย์ยื่นขอประกันตัวให้กับนักศึกษา กล่าวว่า ตอนที่เราเป็นนายประกันก็พยายามแจกแจง พยายามหาหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน สมัยก่อนใช้แค่ตำแหน่งอาจารย์ก็พอ ตอนหลังก็ต้องมีทั้งเงินและตำแหน่ง ซึ่งเราก็ยินดีถ้าหากศาลตั้งมาเท่าไรเราก็พร้อมเท่าที่ศาลคิดว่าสมควร ฝั่งเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราพร้อม และเราใช้หลักวิชาชีพมาเป็นประกัน หมายความว่า ถ้าหากเขาไปกระทำความผิดอีกก็เป็นความรับผิดชอบของนายประกันด้วย การที่ปฏิเสธการประกันตัว โดยอ้างว่าอาจเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น ถ้าเกิดขึ้นจริงก็เข้ามาทำงานกับนายประกันได้ 

“เราต้องตั้งคำถามต่อระบบ ตั้งคำถามต่อหลักเกณฑ์ต่างๆ ไม่อย่างนั้นระบบนายประกันจะมีไว้ทำไมถ้าคุณปฏิเสธความรับผิดชอบของนายประกันที่จะมีต่อผู้ถูกกล่าวหา”

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ลูกศิษย์อดอาหารประท้วงขอสิทธิประกันตัว ผศ.ดร.อดิศร ตอบว่า ในความเป็นครูก็รู้สึกสะเทือนใจที่เห็นพวกเขาต้องอดอาหาร แต่เราต้องเคารพการตัดสินใจของทุกคนที่เลือกเส้นทางการต่อสู้ของตัวเอง ทั้งเพนกวิ้นและรุ้งอยากเห็นสังคมเคลื่อนไปข้างหน้า พร้อมกับทุกคนได้อยู่อย่างเท่าเทียมกันและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน พวกเขาไม่ได้ต้องการให้ประเทศชาติล่มจม พวกเขาไม่ได้อดอาหารเพียงเพื่อให้ตัวเองได้ปล่อยแต่พวกเขาต้องการแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่เราไม่ได้รักษาหลักการตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพียงการเรียกร้องเพื่อตัวของพวกเขาเอง


28 เมษายน 2564 

มีกิจกรรม “เสวนาหน้าศาล” ในหัวข้อ “ความยุติธรรมกับการคืนสิทธิประกันตัวโดยไม่มีเงื่อนไข” โดยมี ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ คอรีเยาะ มานุแช สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ร่วมวงเสวนา 

ผู้ร่วมเสวนาทั้งสองคน เห็นตรงกันว่า การที่ศาลไม่ให้สิทธิในการประตัวกับผู้ต้องหาในคดี "มาตรา 112" หรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นความอยุติธรรม เพราะประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับการประกันตัว และเหตุผลที่ว่า "กลัวจำเลยจะกระทำความผิดซ้ำตามที่เคยถูกฟ้อง" ก็เป็นการให้เหตุผลที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และศาลควรมีความละอายและกล้าหาญที่จะยืนยันในสิ่งที่ถูกต้อง ก่อนที่ประชาชนจะหมดศรัทธาไปมากกว่านี้

++ศาลกำลังก่ออาชญกรรมผ่านการพรากสิทธิผู้ต้องหา++

คอรีเยาะ มานุแช สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ในตอนนี้มีคนที่กำลังถูกจองจำอยู่ในเรือนจำด้วยความอยุติธรรมเพราะไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายทั้งในประเทศไทยและระหว่างประเทศ 

ยกตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 29 ระบุว่า ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยหรือผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และในระหว่างนั้นจะปฏิบัติเสมือนว่าเขากระทำความผิดไม่ได้ อันนี้เป็นหัวใจสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน แต่ทว่า ในทางปฏิบัติรัฐธรรมนูญไม่มีความหมาย ถูกคนที่ถือกฎหมายในวันนี้ ละเมิดสิทธิของผู้ต้องหา กลายเป็นว่า ผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพก่ออาชญากรรมด้วยการพรากสิทธิของประชาชนไป

คอรีเยาะ กล่าวต่อว่า นอกจากรัฐธรรมนูญแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็มีการระบุถึงหลักการที่จำเลยหรือผู้ต้องหาต้องได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยหลักการสูงสุด คือ ต้องปล่อยตัวเป็นหลัก และจะไม่ปล่อยตัวชั่วคราวได้ตามแต่กรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น กลัวจำเลยหลบหนี กลัวไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน กลัวว่าจะไปก่ออันตรายประการอื่น หรือ เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน หรือ หลักประกันตัวไม่เพียงพอ เงื่อนไขเหล่านี้ศาลอาจใช้เป็นเหตุผลในการไม่ให้ประกันตัวได้

สำหรับกรณีการไม่ให้ประกันตัวจำเลยในคดี 112 ที่ศาลให้เหตุผลว่ากลัวจำเลยจะไปกระทำความผิดซ้ำตามฟ้อง คอรีเยาะ มองว่า เป็นเหตุผลที่ไม่สามารถรับได้ เพราะว่าเป็นการตีความที่ก้าวล่วงไปถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งการกระทำที่ถูกฟ้องอยู่ก็เป็นการกระทำที่ยังไม่ได้รับการตัดสินว่าเป็นความผิด ดังนั้น เหตุผลของศาลจึงเป็นการก้าวล่วงและตีความเกินเลย รวมถึงเป็นการริดรอนสิทธิของผู้ต้องหา ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น 

++ศาลกำลังมัดมือชกจำเลยด้วยการไม่ให้ประกันตัว++

คอรีเยาะ มานุแช กล่าวว่า การที่จำเลยถูกควบคุมตัวในพื้นที่จำกัด การพบเจอผู้คนที่จำกัด เขาก็จะไม่มีโอกาสในการไปแสวงหาพยานหลักฐาน หรือพบปะทนายความในการปรึกษาหารือคดี หรือเตรียมตัวเพื่อต่อสู้คดี ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ แล้วที่ผ่านมาศาลค่อนข้างจะมีมาตรการที่เข้มงวดในการที่จะให้ผู้ต้องหาได้พบกับทนายความ ทำให้การเสาะหาหรือแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมมันเป็นไปได้ยาก เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากลูกความที่เพียงพอ

คอรีเยาะ กล่าวว่า ตัวลูกความเป็นกุญแจสำคัญในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในการต่อสู้คดี ในเมือผู้ต้องหาถูกขังก็ไม่มีโอกาสได้พบใคร ทนายความจะไปควานหาข้อเท็จจริงจากไหน และมันกลายเป็นปัญหาใหญ่เพราะทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยขาดโอกาสในการแสวงหาหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีและปกป้องตัวเอง

คอรีเยาะ ยังกล่าวด้วยว่า ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ศาลควรจะจัดหาให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลย แต่เมื่อจำเลยหรือผู้ต้องหาไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้วศาลจะมาพูดว่า ศาลจะอำนวยความยุติธรรมให้คุณอย่างเต็มที่ มันก็เป็นคำพูดที่น่าไม่อาย คือคุณจะให้ความยุติธรรมอย่างเต็มที่ได้อย่างไร ในเมื่อจำเลยยังถูกควบคุมตัวอยู่

++สิ่งที่ขาดหายไปในสถาบันตุลาการคือ "ความกล้าหาญ"++

เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คุณสมบัติหนึ่งซึ่งอาจจะขาดมากๆ ในวงการนิติศาสตร์ โดยเฉพาะในวงการตุลาการ นั่นคือเรื่องของความกล้าหาญ หรือคำในภาษาอังกฤษว่า "Courage" 

ความกล้าหาญในที่นี้ไม่ใช่ความกล้าที่จะไปรบราฆ่าฟันกับใคร หรือไปตีกับใครอย่างไม่กลัวตาย แต่มันหมายถึง ความกล้าที่จะยืนยันว่า สิ่งใดไม่ถูกต้อง และก็พูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาต่อหน้าอำนาจ ซึ่งความกล้าประเภทนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดหรือความโง่ ความรวยหรือความจน ไม่ขึ้นอยู่กับวุฒิการศึกษาหรือวัย แต่เรื่องตลกร้ายคือ คนที่มีทุกสิ่งพร้อมที่จะแสดงความกล้าหาญเช่นนั้น มีหน้าที่การงานที่มั่นคง มีหลักประกัน มีการศึกษา การงานที่ดี พร้อมที่จะแสดงความกล้าหาญกว่าคนอื่นกลับมักจะเป็นผู้ที่ไม่มีความกล้าหาญมากนัก

เข็มทอง กล่าวว่า เรื่องคลกร้ายแบบนี้ก็เช่นเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นกับศาล เพราะเชื่อว่าศาลรับรู้เกี่ยวกับการทำกิจกรรมของประชาชนอย่างที่ทุกคนมายืนที่หน้าศาล และไม่เชื่อว่า ศาลไม่ได้ปิดหูปิดตาจนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้มันถูกทำให้กลายเป็นความเงียบ แต่ก็เป็นความเงียบแบบที่มีคนเปรียบเปรยว่า "เงียบจนหูจะแตก" เพราะเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ขึ้น แต่ข้างในศาลกลับไม่มีใครโต้แย้ง หรือยกประเด็นนี้ขึ้นมาโต้เถียงกันอย่างเปิดเผย และมีได้อย่างมากก็คือเป็นการกระซิบ หรือพูดกันลับหลังโดยไม่กล้าพูดต่ออำนาจ

++ศาลกำลังเอา "ความน่าเชื่อถือ" มาวางเดิมพันในเกมอำนาจ++

เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง กล่าวว่า ศาลเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจในอธิปไตยของชาติ ที่แสดงให้เห็นว่า ไทยมีมาตรฐานที่ทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ เราถึงได้เอกราชทางศาลคืนมา และต้องใช้เวลานานแสนนานกว่าจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจหรือความน่าเชื่อถือ แต่ทว่า ความน่าเชื่อถือดังกล่าวก็สามารถล้มสลายลงได้ภายในชั่วพริบตา

เข็มทอง กล่าวว่า ถึงแม้ศาลจะอ้างถึงสิทธิประกันตัวว่าใช้มาตรฐานเดียวกับศาลอังกฤษ หรือมีสถิติเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ให้ประกันตัว แต่ทว่า ต่อให้มีเพียงกรณีเดียวหรือเปอร์เซ็นเดียวที่แสดงให้เห็นว่า มันเป็นความอยุติธรรม มันก็เพียงพอที่จะทำให้ความน่าเชื่อถือของตุลาการทั้งหมดมันพังทลายลง และมันจะเกิดขึ้นถ้าไม่มีใครกล้าลุกขึ้นพูดต่ออำนาจ

เข็มทอง กล่าวว่า มันเป็นเดิมพันที่สูงแต่ไม่คุ้มค่า เวลามีปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรม มันคงมีผู้พิพากษาหรือใครบ้างคนไม่กี่คนที่ได้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ แต่ในทางกลับกันมันก็เป็นการเอาชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของคนทั้งหมดในองค์กรไปพนันไปแลกกับประโยชน์ ซึ่งไม่ยุติธรรมกับคนที่เหลือในองค์กรและวิชาชีพทั้งหมด และในวันที่คนหมดความเชื่อถือต่อศาลไปแล้ว แม้ศาลจะเปลี่ยนใจและอนุญาตให้ประกันตัว แต่คนก็จะไม่แซ่ซ้องสรรเสริญศาล 

"ผมหวังว่า คนที่ประกอบอาชีพนิติศาสตร์จะมีโอกาสขบคิดทบทวนสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่วันนี้ และคิดต่อไปว่าวันพรุ่งนี้จะทำอะไรต่อดี"  เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว