#ม็อบ4เมษา : สามัคคีประชาชน

วันที่2564-04-04

เวลา16:00

สถานที่สวนสันติพร จ.กรุงเทพมหานคร

  • + 8

วัตถุประสงค์การชุมนุม

ขับไล่รัฐบาล หรือบุคคลในรัฐบาล

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

ไม่ต่ำกว่า 1000

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

-

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

4 เมษายน 2564 เวลา 16.00 น. ที่อนุสรณ์สถานวีรชนพฤษภา 35 อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมทำกิจรรมภายใต้ชื่อกลุ่ม ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย มีเป้าหมายเพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 
 
จตุพรให้สัมภาษณ์ว่า  การจัดเวทีวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อมาแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งคือพลเอกประยุทธ์ และที่มาวันนี้ไม่ได้มาในนาม นปช. แต่มาในนามสามัคคีประชาชนฯเพื่อขับไล่ภัยคุกคาม ตัวแทนมีการผลัดเปลี่ยนกันปราศรัย แม้ว่าผู้ปราศรัยจะมีภูมิหลังเป็นฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกปปส.แต่ก็ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชุมนุมที่ส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อแดงเป็นอย่างดี ขณะที่ผู้ปราศรัยหลายคนกล่าวถึงการคุมขังแกนนำราษฎรระหว่างการปราศรัยอีกด้วย

โดยนัดหมายจัดการชุมนุมต่อเนื่องในวันที่ 5 และ 7 เมษายน 2564 เว้นวันที่ 6 เมษายนเพราะว่า มีพี่น้องจัดกิจกรรมเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงพักวันดังกล่าว

ลำดับเหตุการณ์

26 มีนาคม 2564

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ประกาศทำกิจกรรมที่สวนสันติพร

1 เมษายน 2564

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีการนัดหมายชุมนุมวันที่ 4 เมษายน 2564 เพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ นั้น นายกรัฐมนตรีตอบทันทีว่า “มีคนมาพูดแล้วว่าเขาไม่สนับสนุนด้วย แม้กระทั่งผู้นำเสื้อแดงเก่าๆ เขาก็บอกเขาไม่เอาด้วย ก็แล้วแต่เขานะ ผมมีแต่แค่อย่าทำผิดกฎหมายเท่านั้นเอง อย่าสร้างความเดือดร้อน สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างที่เคยเกิดมาก่อน เป็นบทเรียน” เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อ แสดงว่านายกรัฐมนตรีตามข่าวการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ได้คำตอบว่า “ไม่มั้งจ๊ะ นายกฯ ไม่ต้องตามอะไรเลยใช่มั้ยเธอถามแบบนี้ ฉันรู้ทุกเรื่อง”

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่หลัง นายจตุพร กลับมาเคลื่อนไหวทางการเมือง “จะกังวลทำไม ทำถูกทำผิดกฎหมายก็เป็นเรื่องของเขา สังคม เจ้าหน้าที่เขาว่าไง ใช่ไหม แล้วทุกคนในประเทศไทยอยากให้เกิดแบบนี้ขึ้นมาอีกหรือ เธอเกิดทันหรือเปล่า 53 ทันไหม" 

อ้างอิง : https://www.thairath.co.th/news/politic/2061604

2 เมษายน 2564

วอยซ์ทีวีรายว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. นัดชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีในนามกลุ่มสามัคคีประชาชน ว่า "จะให้ตนทำอย่างไร ก็อย่าทำผิดกฎหมายแล้วกัน รวมกันยังไงก็ว่าไป"

ส่วนการชุมนุมดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นสร้างเหตุการณ์เหมือนในอดีตหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่หรอก และยังไม่มีรายงานว่ามีจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น ส่วนจะมีใครอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของ จตุพร หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "คุณไปดูเอา"

อ้างอิง : https://www.voicetv.co.th/read/pTZdOzXAu

3 เมษายน 2564

12.59 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ในสุดสัปดาห์นี้มีการชุมนุมของสองกลุ่ม วันที่ 3 เมษายน 2564 ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และวันที่ 4 เมษายน 2564 ที่สวนสันติพร โดยกลุ่มญาติวีรชนพฤษภาฯ และจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ในการอำนวยความสะดวกและจัดการจราจร  ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางถนนงามวงศ์วานในวันที่ 3 เมษายน 2564 และให้หลีกเลี่ยงบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้าในวันที่ 4 เมษายน 2564 

การนัดหมายชุมนุมของกลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มดังกล่าวมีการใช้ความรุนแรงเป็นระยะๆ มีการนำพาสิ่งที่เป็นอาวุธหรือสิ่งที่เป็นอาวุธโดยสภาพหรือสิ่งอื่นๆที่มีลักษณะและใช้ได้เช่นอาวุธมาใช้ในการชุมนุม มีการนำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดไม่ว่าจะเป็นไปป์บอมบ์มาในการชุมนุม ซึ่งผู้ชุมนุมกลุ่มนี้เราจะไม่เรียกว่า “ผู้ชุมนุม” เราจะเรียกว่า “เป็นผู้ก่อความไม่สงบในบ้านเมือง” เพราะว่ามีลักษณะละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน มีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและมีเจตนาที่จะก่อความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง การชุมนุมของกลุ่มนี้เป็นที่จับตาของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในทุกๆกรณีไป

ส่วนกลุ่มของจตุพร พรหมพันธุ์ มีการนัดหมายการชุมนุมในวันที่ 4 เมษายน 2564 เวลา 16.00 น. จากการตรวจสอบกับสำนักงานเขตพระนครยังไม่มีการขอยื่นชุมนุมตามระเบียบของกรุงเทพมหานครแต่อย่างใด ทางกองบัญชาการนครบาลจึงแจ้งเตือนว่า การชุมนุมทั้งสองเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 9 ของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ประกอบกับประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับที่ 5 และพ.ร.บ.โรคติดต่อฯ อีกด้วย

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวตอบกรณีความรุนแรงว่า "จากการข่าวทราบมาเช่นนั้น อย่างไรก็ตามถ้ามีพฤติกรรมหรือมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ที่มีความรุนแรงเราอาจจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย มีการจับกุมตามป.วิอาญา" กลุ่มบางกลุ่มมีลักษณะการก่ออาชญากรรมอย่างชัดเจน มีการสร้างความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง อย่างที่เห็นภาพว่า มีการจุดเพลิงที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ในสถานที่ต่างๆ ทั้งสถานที่ราชการและบ้านเรือนเอกชน ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่การชุมนุม เป็นการก่ออาชญากรรม เมื่อมีการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการจับกุมได้ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา 

ผู้ชุมนุมมีการสร้างความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง การจุดเพลิงที่อาจก่อให้เพลิงไหม้พื้นที่โดยรอบ เหล่านี้ไม่ใช่การชุมุนมแต่เป็นการก่ออาชญากรรม หากมีการกระทำดังกล่าวตำรวจจะสามารถดำเนินการจับกุมตามป.วิอาญา

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของโตโต้-ปิยรัฐ มีหมายจับอีกกี่คดี พล.ค.ต.ปิยะตอบว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบก็คงจะมีเรื่อยๆ ในการกระทำผิดของผู้ชุมนุมทุกคดี กองบัญชาการตำรวจนครบาลจะมีการดำเนินคดี แม้ไม่มีการจับกุมในที่เกิดเหตุ ไม่มีการปะทะหรือก่อให้เกิดความรุนแรงในที่เกิดเหตุ แต่ในทุกคดี ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยืนยันว่า จะต้องมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายไป และตอบคำถามเรื่องการอายัดหลังการปล่อยตัวว่า การสืบสวนสอบสวนอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหลายคณะพนักงานสอบสวนและหลายคดี คดีไหนเสร็จแล้วพร้อมที่จะมีการอายัดตัวก็คงมีการอายัดตัวเป็นรายคดีไป

โพสต์ทูเดย์รายงานว่า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงเรื่องการนัดชุมนุมโดยใช้เงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ในนามกลุ่มสามัคคีประชาชนว่า เรื่องนี้เคยเตือนซีกพรรคร่วมรัฐบาลไปแล้วว่าอย่าสร้างเงื่อนไขทางการเมืองให้เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ ถ้าไม่สนับสนุนให้เดินหน้าอย่างจริงจังตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ก็อาจถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการก่อเหตุทางการเมืองได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้เตือนไปแล้ว และสุดท้ายก็เริ่มที่จะเกิดเหตุตามที่ได้เตือนไปแล้ว

“เรื่องนี้ความจริงก็ได้เตือนไปแล้ว และสุดท้ายมันก็เริ่มที่จะเกิดเหตุอย่างที่ผมเรียนโดยไม่จำเป็นเลย เพราะมันเป็นนโยบายรัฐบาลอยู่แล้ว ไปดึงไว้ ไปถ่วงไว้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ประเทศจำเป็นต้องเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น อันนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าไปได้ด้วยความราบรื่นขึ้น ไม่มีประเด็นการเมืองมาถ่วงรั้ง แล้วมันก็จะทำควบคู่กันไปได้ทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่จะเดินหน้าไปด้วยกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ และของประชาชนในภาพรวม” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

อ้างอิง : https://www.posttoday.com/politic/news/649590

วอยซ์ ทีวีรายงานคำสัมภาษณ์ของวีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพประชาชน และเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่นว่า หลังจากมีการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการกับทุกฝ่าย ได้ข้อสรุปตรงกัว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลทหารต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนเพราะการสืบทอดอำนาจที่ผ่านมา ไม่ได้แก้ไขปัญหาใดๆ ให้กับประเทศชาติ มีแต่จะสร้างให้เพิ่มปัญหามากขึ้น และที่สำคัญคือขณะนี้รัฐบาลกลายมาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนเสียเอง ซึ่งเราไม่อยากให้บ้านเมืองเสียหายไปมากกว่านี้อีกแล้ว 

วีระยืนยันว่า ทั้งกลุ่มพันธมิตรและ กปปส.จะร่วมกันชุมนุมในครั้งนี้อาจจะไม่ได้มาครบทุกคน แต่เป็นกลุ่มที่พร้อมรับทุกอย่าง และไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง พร้อมทั้งระบุว่า ไม่เคยแคร์ ว่าตนเองเป็นพันธมิตรมาก่อน เพราะพันธมิตรบางคนก็ยังสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน ยืนยันว่า การชุมนุมจะไม่มีความรุนแรง และทำทุกอย่างภายในกรอบ ตามสิทธิเสรี ตามรัฐธรรมนูญและมีการขออนุญาตไว้ทั้งหมดแล้ว เพราะเป็นการประกาศชุมนุมแบบสามัคคีประชาชน เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากเผด็จการทหาร ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนในการไล่รัฐบาล แต่หากจะเกิดเหตุร้ายใดเกิดขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจ ในการดูแลความสงบเรียบร้อย 

ส่วนรูปแบบการชุมนุมเป็นการสลับกันขึ้นให้ข้อมูลกับประชาชน โดยนำหลักฐานและข้อมูลมาพูด ส่วนใครจะเชื่อหรือร่วมชุมนุมมากขึ้น ก็ขอให้รอฟัง โดยเฉพาะรัฐบาลหากจะปฏิเสธหรือมีข้อขัดแย้ง ก็สามารถส่งตัวแทนมาชี้แจงร่วมกันได้ เพื่อให้พูดกันอย่างตรงไปตรงมา และย้ำว่าจะไม่มีการปักหลักค้างคืน เพราะหมดยุคหมดสมัยแล้ว โดยจะชุมนุมตั้งแต่ 16.00 - 21.00น. 

อ้างอิง : https://www.voicetv.co.th/read/rjQv_g-Ge


4 เมษายน 2564

15.00 น. ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ พบรถฉีดน้ำแรงดันสูง 2 คัน

15.30 น. ที่สวนสันติพร ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อแดงทยอยมารวมตัวกันไม่น้อยกว่า 200 คน มีการวางขายของที่ฟุตบาทด้านหน้า ไม่มีการปิดการจราจร 

15.30 น. ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อแดงทยอยมารวมตัวกัน  

16.11 น. ผู้กำกับการสน.ชนะสงครามอ่านข้อกำหนดที่ออกตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

16.00 น. พบรถฉีดน้ำอีก 1 จุดที่ซอยระหว่างศาลฎีกาและศาลหลักเมือง ยังไม่มีการวางแนวสิ่งกีดขวาง มีเพียงเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเตรียมการอยู่ภายในสนามหลวง

17.00 น. วอยซ์ทีวีรายงานคำสัมภาษณ์ของพล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกล่าวว่า แนวทางการดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแต่งชาติ หรือ นปช. นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ ที่สวนสันติพร บริเวณอนุสรณ์สถานพฤษภา 2535 ด้านหลัง สน. ชนะสงคราม ว่า เบื้องต้นการชุมนุมในวันนี้ สำนักงานเขต ไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่ ส่วนแนวทางการจัดการด้านการจราจรเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีการวางตู้คอนเทนเนอร์เป็นแนวกั้น เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุม 

อย่างไรก็ตามตำรวจได้มีการจับตาเฝ้าดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่องว่า การชุมนุมดังกล่าวมีแนวโน้มไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ สำหรับกรณีถ้ามีจำนวนผู้ชุมนุมจำนวนมากมาเข้าร่วม จตุพร ประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะพักค้างแรม พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ผู้ชุมนุมจะต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นของกรุงเทพฯ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหนังสือตอบรับจากกรุงเทพฯ แจ้งกลับมาว่าให้ใช้พื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้ด้านการข่าวทราบว่าการชุมนุมในวันนี้จะเป็นการโหมโรง เพื่อปลุกระดมมวลชนให้มาร่วมการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบการปฏิวัติ จึงเชื่อว่าหลังจากนี้กลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานคร

อ้างอิง : https://www.voicetv.co.th/read/v9SPR12kN?fbclid=IwAR0rthTYIji_D9uKywSYl8u_b2-J16mm6EqQrnmfaH1nou0TbetXTdxpG3I

18.00 น. ผู้ชุมนุมร่วมกันเคารพธงชาติ แกนนำเรียกผู้ชุมนุมมารวมกันด้านหน้าเพื่อให้คนเห็นว่า มารวมตัวกันเยอะ ไม่ให้ใครมาปรามาสได้ เมื่อเพลงชาติขึ้นผู้ชุมนุมชู 3 นิ้วไปด้วย ขณะที่แกนนำบนเวทียืนตรงและร้องเพลงชาติ

18.17 น. การจราจรบริเวณถนนราชดำเนินมุ่งหน้าสนามหลวง เปิดการจราจรตามปกติ พบการตั้งด่านตำรวจ 2 จุด เป็นด่านของตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ติดป้าย จุดป้องกันเหตุ จุดแรกอยู่ที่เสาชิงช้า ตั้งตรงถนนดินสอมุ่งหน้าเข้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จุดที่สองตั้งที่ถนนตะนาว แยกคอกวัว

20.24 น. จตุพรประกาศจัดการชุมนุมต่อเนื่อง แต่จะเว้นวันที่ 6 เมษายน 2564

20.30 น. ยุติการชุมนุม


+++คำปราศรัย+++

๐ ศักดิ์ณรงค์ มงคล-รัฐธรรมนูญนี้ทำบาปกรรมที่ชั่วช้าเพิ่มอำนาจให้ส.ว.มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีและคุมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกล่าวถึงสิทธิและเสรีภาพ เช่น การชุมนุม หรือการเสนอปรับปรุงกฎหมายให้ดีขึ้นก็ไม่รับรอง ปัญหามากกว่านั้นคือ ในท้องถิ่นที่เคยมีงบประมาณอุดหนุน ซึ่งเดิมไม่มากนัก แต่รัฐบาลนี้ดึงนำอำนาจนี้กลับสู่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ  เป็นเหตุผลอันสมควรและหนักแน่นที่เราจะลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหานี้เพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ เพื่อให้ลูกหลานมีศักดิ์มีศรี เป็นเจ้าของอำนาจตัวจริง

๐ กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี - วันนี้มาเพราะว่า เราเห็นว่า ตอนแรกจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เผด็จการลดทอนอำนาจลง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เด็กที่เรียกร้องก็ติดคุก ดิฉันเคยไล่คุณทักษิณ เคยไล่คุณยิ่งลักษณ์ ตอนนั้นไล่ทักษิณเพราะต้องการการเมืองใหม่ เมื่อไล่ยิ่งลักษณ์ไป รัฐบาลประยุทธ์เข้ามา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปราบโกง ปราบอย่างไรไม่รู้ยิ่งอยู่ยิ่งโกง มาตรา 279 ทำอะไรก็ไม่ผิด ลองไปอ่านดู

ปัญหาประเทศไทยพี่น้องต้องตาสว่าง การเลือกตั้งต้องโปร่งใส และอย่ายอมให้ใครมาซื้อเสียงของเราได้ ที่บ้านเมืองทำไมต้องมีม็อบ เพราะมีการคอร์รัปชั่น เอาเปรียบขูดรีดประชาชน ทำไมปปช.ไม่ทำงาน เพราะคนเขียนรัฐธรรมนูญนั้นเลือกพวกเดียวกันเข้ามาในตำแหน่ง

๐ การุณ ใสงาม - “นายกฯตู่มันแบกหนัก แบกยากก็ต้องช่วยกันหลายคน...ฉะนั้นมันหนักมากก็ต้องมาช่วยกันหลายคนเอาตู่ออกไป [รัฐบาลนี้มีกฎหมาย] เห็นไหมเอาลูกหลานไปเข้าคุก มันมีรัฐธรรมนูญที่โกง โกงอำนาจ เขียนรัฐธรรมนูญเอาเปรียบคนอื่น เอาส.ว.250 คนมายกมือให้กู[ตัวเอง]...

...มันต้องเอาลูกหลานเราออกมา มันจะได้มาคุยกัน ใครมีความเห็นแตกต่างกันมันต้องคุยกัน ไม่คุยกันมันจะสามัคคีกันได้อย่างไร มาเถิดทุกคนอย่าเหนียมอายเลย มาแบกมาหามช่วยกัน ไล่ประยุทธ์ออกไป...”

๐ สุวิช ศุมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟกล่าวถึง พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (พ.ร.บ.อีอีซี) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น จากการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุน ขณะที่ชาวบ้านเดือดร้อน

๐ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการรวมตัววันนี้ว่า ปีนี้กำลังจะครบ 29 ปีของเหตุการณ์พฤษภา 35 “สิ่งที่ผมลำบากใจและทนไม่ได้ ไม่คิดเลยว่า ผมต้องออกมาไล่รัฐบาล ทนไม่ได้จริงๆ...ผมรับไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคำท้าทายประชาชนว่า ไปแก้มาให้ได้แล้วกัน ประยุทธ์คิดว่า ตัวเองเป็นใครถึงพูดแบบนี้...กล้าด่าประชาชนว่า ไอ้ห่า สุดจะทนแล้ว...

...ผมตรวจสอบรัฐบาลนี้ ปรากฏว่า มีการทุจริตโกงกิน..โกงกินที่สุดในบรรดารัฐบาลที่มีมา ต้องบอกเลย ไอ้โคตรโกง ทุกวันนี้ประชาชนลำบาก และหลอกลวงไม่เคยพูดความจริงกับประชาชน หลอกลวง ปลิ้นปล้อน วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้พูดอย่าง หาจุดยืนไม่ได้ ผมไม่ใช้คำว่า ตระบัดสัตย์ แต่ทำไมถึงไม่รักษาศีล มุสาทำไม รัฐบาลนี้มุสา...และศีลที่ร้ายกาจคือ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ปล่อยให้เกิดการระบาดของโรค ที่ทำให้ชิบหายวายวอดและไม่รับผิดชอบ เรียกร้องให้ขอโทษก็ไม่เอา ไม่แคร์ประชาชนเลย...

...บัดนี้ไม่มีทางเลือกอื่นที่ประชาชนต้องมารวมตัว ผมขอวิงวอนคนที่เห็นด้วยกับผมให้ออกมามากๆเพื่อเรียกร้องให้ประยุทธ์ลงจากอำนาจ เพราะนั่นคือสันติวิธีที่ทำให้บ้านเมืองสงบ ไม่เกิดการนองเลือด ผมวิงวอนนะครับ...”

อดุลย์เสนอแนวทางสันติวิธีสองวิธีคือ เรียกร้องช่วยกันเปล่งเสียงบอกว่า ท่านลงจากอำนาจเถอะ หรือเรียกร้องให้พรรคร่วมถอนการเข้าร่วมรัฐบาล

“เราไม่อยากให้คนอื่นต้องมาสูญเสียแบบเรา 29 ปีมันเจ็บปวดและทรมานแค่ไหน...ขอวิญญาณวีรชนทั้งหมดออกมาช่วยพวกเรา ปกปักษ์ทุกท่านนำไปสู่ความสำเร็จ เอาประยุทธ์ออกไป” 

๐ จตุพร พรหมพันธุ์ - ผมเรียนกับพี่น้องว่า ตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมานี้ ผมนี่เจอสารพัด ไม่ว่าซีกรัฐบาล ไม่ว่าซีกไหน พุ่งเป้ามายังผมคนเดียวแต่วันนี้หลังจากจัดการกับพลเอกประยุทธ์เรียบร้อย...ชนิดที่ประยุทธ์ จันทร์โอชาจะนอนไม่หลับอีกเลย ผมเรียนกับพี่น้องว่า การมาเริ่มต้น ณ สถานที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดในการเริ่มต้นในการต่อสู้ในชีวิตผม หลายคนได้ตั้งคำถามว่า...ตั้งข้อกล่าวหาว่า รับงานจากใครมา ผมบอกกับพี่น้องว่า สถานที่แห่งนี้ ประวัติศาสตร์การต่อสู้เมื่อ 29 ปีที่แล้วมีความศักดิ์สิทธิ์ ในอนุสรณ์สถานแห่งนี้คือที่บรรจุอัฏฐิวีรชนที่พลีชีพเพื่อประชาธิปไตย

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ เป็นประธานคณะกรรมการญาติวีรชน ทุกปีงานรำลึกทำบุญอุทิศส่วนกุศล ผมถ้าไม่ติดคุกไม่เคยขาดแม้แต่เพียงปีเดียวพี่น้องที่รักทั้งหลายที่ต้องมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับวีรชนพฤษภา 2535 อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ชวนผมประกาศว่า ช่วงสุดท้ายในชีวิต เพราะตัวเองสุขภาพไม่ค่อยดี บนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ขอเวลาอีกสามปีจะได้ไหมเพื่อจะได้ทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามให้กับแผ่นดินนี้ ข้อแรกคือ จัดการกับประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมรับคำเชิญโดยไม่ต้องคิดอะไร เพราะผมเข้าใจในหัวใจของเขา ผมคือคนในเหตุการณ์นั้นที่ยังมีชีวิต วันที่ 18 ราชดำเนินถูกปราบ ตายกันเป็นเบือบริเวณนี้ รุ่งเช้าผมนั่งรถแท็กซี่จากวัดบวรนิเวศ บอกคนขับรถแท็กซี่ช่วยตระเวนดูรอบนี้ทั้งหมด 

เต็มไปด้วยรอยกระสุนปืน เต็มไปด้วยรอยเลือด เต็มไปด้วยควันไฟ ไม่มีสภาพที่จะสู้กับเผด็จการได้อีกต่อไป 

ผมตัดสินใจกลับไปที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ไปพบกับบรรดาพี่น้องที่นั่นว่า มันฆ่าคนกันเต็มราชดำเนินแบบนี้ เราจะสู้ได้ยังไง พอตอนเย็นพี่น้องประชาชนเริ่มมา มาขอว่า ให้นำการต่อสู้หน่อย ผมก็ตัดสินใจไม่ลังเลเหมือนกับอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ชวนผม ผมบอกว่า ได้เลย ล้วงในกระเป๋า มีตังค์อยู่สี่พัน มีโทรโข่งตัวหนึ่ง ถามว่า สี่พันได้ตังค์มาจากไหน ขายเสื้อของขบวนการนักศึกษา...

จากคนเป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนหลายแสน จนกระทั่งในหลวงรัชกาลที่เก้าออกมาหย่าศึก เรียกจำลอง สุจินดาเข้าเฝ้าในวันที่ 21 วันที่ 23 สุจินดาลาออก วันที่ 25 แก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกฯมาจากการเลือกตั้ง ไม่ทันกินข้าวเที่ยงก็เสร็จแล้ว วันนี้ผมจึงบอกกับพี่น้องว่า การมาเริ่มต้นตามคำเชิญของอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ หลายคนคิดว่า มันไม่มีทางจะเป็นไปได้เพราะคนไทยฝ่ายประชาธิปไตยรวมตัวกันครั้งสุดท้าย ไม่มีเขา ไม่มีเรา เมื่อ 29 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องระหว่างคนไทยไม่เอาเผด็จการสู้กับเผด็จการ

มาวันนี้ 15 ปีที่ผ่านมา เรามีความขัดแย้งกันเอง เรามีความเจ็บปวด เรามีความสูญเสีย แล้วก็คนได้รับประโยชน์จากความแตกแยกของคนไทย หนึ่งในนั้นคือ พลเอกอาวุโสประยุทธ์ จันทร์โอชา...ใน 15 ปี ประยุทธ์เป็นนายกฯ เจ็ดปี เป็นผบ.ทบ.สี่ปี เป็นรองผบ.ทบ.อีกสองสามปี สรุปความกันว่า ใน 15 ปีนี้ประยุทธ์เป็นคนนึงที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งของคนไทย ผมบอกกับบรรดาหมู่มิตรว่า เราต้องเจ็บปวด แน่นอนที่สุด มีคนไม่เห็นด้วย มีคนกล่าวหา มีคนไม่สบายใจว่า เหลืองแดงมาขึ้นเวทีร่วมกันได้อย่างไร ผมพยายามอธิบายความว่า ในสงครามระหว่างญี่ปุ่นกับจีน กองทัพของเหมาเจ๋อตุง รบกับกองทัพของเจียงไคเชคตายไม่รู้กี่หมื่นกี่แสน วันที่กองทัพของญี่ปุ่นบุกยิง เจียงไคเชคและเหมาเจ๋อตุงต้องจับมือกันก่อนเพื่อสู้กับญี่ปุ่นเพื่อปกป้องแผ่นดินให้ได้ก่อนแล้วค่อยมารบกัน

วันนี้ตามคำเชิญของอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ว่า เราทุกฝ่ายไม่มีความขัดแย้งกัน ประวัติศาสตร์คนเสื้อแดง คนเสื้อเหลืองทุกฝ่าย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงความเจ็บปวดนี้ได้ ความเจ็บปวดนี้ยังดำรงอยู่ วางเอาไว้ก่อน เฉพาะหน้ารวมตัวขับไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชาก่อน

ประยุทธ์บอกว่า ผมผิดอะไร รอบข้างประยุทธ์บอกว่า ถ้าไม่เอาประยุทธ์แล้วจะเอาใคร ผมบอกว่า ถ้าประเทศไม่มีประยุทธ์จะต้องสิ้นชาติหรอ? และผมก็ตอบว่า ใครก็ได้ในแผ่นดินนี้ที่ไม่ใช่ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พลเอกอาวุโสประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนที่ไร้เกียรติ ในการยึดอำนาจ 22 พฤษภา ปี 57 เชิญคู่ขัดแย้งเข้าไปประชุมด้วยความเป็นชายชาติทหาร มันจับคาห้องประชุมและยึดอำนาจ คนแบบนี้หรือคนมีเกียรติ อย่าว่าแต่เป็นพลเอกเลยครับ เป็นไอ่เสกสกลยังไม่ได้เลย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากนั้นก็ประกาศว่า จะเข้ามาอยู่ไม่นาน ไม่ได้คิดมาก่อนแต่แต่งเพลงมาเปิดอย่างเรียบร้อย คืนความสุข จะอยู่อีกไม่นาน ขอทำตามสัญญา แต่พลเอกประยุทธ์ เขาไม่ใช่นักรบในอดีต ชายชติทหาร ยอมหักไม่ยอมงอ แต่ไอ้นี่ไม่ใช่ ไอ้นี่นะครับ มะกอกเจ็ดตะกร้าปาไม่ถูกก็แล้วกัน หลังจากนั้นก็วางแผนในการสืบทอดอำนาจให้บวรศักดิ์ อุวรรณโณไปร่างรัฐธรรมนูญ [และล้มร่าง]

ต่อมาจึงได้มีชัย ฤชุพันธุ์ มีชัยเขาเขียนรัฐธรรมนูญตามใบสั่ง ตามออเดอร์ว่า เผด็จการยุคไหนต้องการให้ร่างอย่างไรเขาก็เขียนได้อย่างนั้น รัฐธรรมนูญปี 60 ผมพูดทุกที่ว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่เลวทรามต่ำช้าที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีมา พวกนี้พยายามอ้างประชามติแต่เป็นประชามติที่มัดมือชก ใครไม่รับร่างไม่สามารถต่อสู้ใดๆได้ ผมเรียนกับพี่น้องว่า เวลานั้นผมไม่รู้จะสู้อะไรกับมันแล้ว ประกาศตั้งศูนย์ปราบโกงทั้งประเทศมันก็จับทั้งประเทศ เดิมพันอนาคต วันนั้นยังเป็นคนที่มีสิทธิทางการเมืองบอกว่า ถ้ารัฐธรรมนูญ 60 ผ่าน นายจตุพรไม่ขอลงสมัครรับเลือกตั้ง ปรากฏว่า ผ่านผมก็ยืนยันว่า ไม่ลง หลังจากนั้นมันเอาผมไปขังก็ถูกตัดสิทธิต่อไปอีกสิบปี 

แต่ผลพวงของรัฐธรรมนูญปี 60 นั้น มันเป็นพินัยกรรมที่มีชัยเป็นคนร่างและคนที่ได้รับผลประโยชน์จากพินัยกรรมในรัฐธรรมนูญ 60 เขาชื่อ พลเอกอาวุโสประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะฉะนั้นการให้วุฒิสภา พลเอกประยุทธ์ตั้งมากับมือโหวตเลือกพลเอกประบุทธ์ วันที่โหวตเลือกประยุทธ์ 250 คน เลือกประยุทธ์ 249 อีกหนึ่งคนไม่ใช่ว่าจะไม่เลือกแต่เป็นรองประธานรัฐสภา รักษามารยาท แปลความว่า เวลาเลือกตัวเองเลือก 100 เปอร์เซนต์ แต่เวลาไปโหวตรัฐธรรมนูญได้มาสองคน ผมบอกว่า ผมหมดความอดทนกับประยุทธ์เพราะประยุทธ์ หลังจากกลไกส.ส.ปัดเศษ สารพัดกลายเป็นเสียงข้างมากแบบปริ่มน้ำ ไปไล่ต้อนบรรดาพรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ตอนหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งหัวหน้าพรรคคนเก่าและหัวหน้าพรรคคนใหม่พูดเหมือนกัน ไม่ร่วมสังฆกรรมกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และวันนี้ร่วมสังฆเวรหรือไง?

แต่ท้ายที่สุดนั้นก็ไปอธิบายความว่า แลกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ...เสียงปริ่มน้ำ อนาคตใหม่ยังไม่โดนยุบ งูเห่ายังไม่ทันเพ่นพ่าน แลกกับการบรรจุในนโยบายว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นวาระเร่งด่วน แต่ถามว่า องคาพยพของพลเอกประยุทธ์ต้องการแก้ไขหรือไม่ [ตอบว่า]ไม่ต้องการแก้ไข เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ประโยชน์สูงสุด...ท้ายที่สุดพี่น้องก็ได้เห็น จนกระทั่งถึงคว่ำ ผมพูดมาหลายที่ ผมบอกว่า ถ้าประยุทธ์เป็นชายชาติทหาร ประยุทธ์มันต้องประกาศแล้วว่า คนที่เลือกข้าพเจ้านโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายของข้าพเจ้า เมื่อเลือกข้าพเจ้าต้องสนับสนุนนโยบายของข้าพเจ้า แต่เสียงนี้ไม่มีจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอึมครึมเหมือนรัฐธรรมนูญปี 50 เหมือนกันเด๊ะ ไม่ได้บอกว่า ให้ทำอะไร ถ้าพลเอกประยุทธ์เป็นคนที่รับผิดชอบ พลเอกประยุทธ์บอกว่า จะให้ฝ่ายกฎหมายสอบถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า สองวาระนี้เราจะทำอย่างไรต่อไป โหวตวาระสองได้หรือไม่เพราะคำวินิจฉัยไม่ชัดเจน หรือจะทำประชามติต่อ ประยุทธ์ไม่ทำอะไรเลย มิหนำซ้ำให้รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐมาเดินเกมให้โหวตคว่ำ ท้ายที่สุดก็บอกว่า ตัวเองให้การสนับสนุนไม่เป็นอุปสรรค ผมมิอาจที่จะทนกับพลเอกประยุทธ์ที่ตระบัดสัตย์เรื่องรัฐธรรมนูญได้

เรื่องรัฐธรรมนูญ...ผิดสัญญา อยู่ไม่นาน...ผิดสัญญา ไม่สืบทอดอำนาจ...ผิดสัญญา ว่าปฏิรูปประเทศให้...ผิดสัญญา ว่าจะปราบปรามคอร์รัปชั่น...ผิดสัญญา 

ปัญหาคือว่า วันนี้เราให้โอกาสประเทศนี้กับคนที่ตระบัดสัตย์ครั้งแล้วครั้งเล่า วีรชนพฤษภา 35 แค่สุจินดาตระบัดสัตย์ครั้งเดียวเขาก็ไม่ยินยอมแล้วครับ หลากหลายเรื่องราว เวทีแห่งนี้บอกกับพี่น้องว่า เราจะชุมนุมกันอีกหลายวัน...นอกจากนี้ในช่วงเจ็ดปีนี้เป็นเวลาที่ทุนผูกขาดได้ประโยชน์สูงสุด ในขณะที่ประเทศไทย คนไทยเดือดร้อนมากที่สุด ผมจึงเรียนกับพี่น้องว่า เรามิอาจที่จะทนต่อพลเอกประยุทธ์ได้ เพราะฉะนั้นในแต่ละวันมีเว้นบ้างและก็จะจัดใหม่และเว้นบ้าง และจะจัดใหม่ ดูซิว่า ใครจะชิบหายก่อนกัน...

เรื่องมาตรา 112 คนที่ต้องถูกประณามมากที่สุดคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอกประยุทธ์เป็นคนสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จะไม่เอาโทษมาตรา 112 มีคนไปหลงเชื่อพลเอกประยุทธ์และมาเอาโทษ คนหลงเชื่อพลเอกประยุทธ์ติดคุก พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ สถาบันฯเดือดร้อนทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะฉะนั้นปัญหาเศรษฐกิจก็แก้ไขอะไรไม่ได้ อยู่กันท่ามกลางความยากลำบาก 

นี่เราทนพลเอกประยุทธ์มาเจ็ดปีแล้ว...เป็นคนที่คุ้มดีคุ้มร้าย วันไหนมันอารมณ์เสียนักข่าวนั่งไขว่ห้างมันยังไม่ยอมเลย บุคลิกภาพนี่ไม่มีสภาพการเป็นผู้นำอะไร แต่อยู่ได้ คนไทยก็ทนได้และก็ถามคนไทยว่า ถ้าไม่ใช่ประยุทธ์แล้วจะเอาใคร เอาใครก็ได้ที่ไม่ใช่คนแบบประยุทธ์ไงพี่น้องทั้งหลาย...เรามาคราวนี้ไม่ได้มาแบบคิดเล่นๆ เพราะฉะนั้นเมื่อพี่อดุลย์ เขียวบริบูรณ์บวนพวกผมมาและได้พูดต่อหน้าดวงวิญญาณวีรชน ผมบอกว่า นี่มันเป็นพลัง เราเคยสู้กับสุจินดามายังไง เราจะสู้กับประยุทธ์ จันทร์โอชาอย่างนั้น...ดังนั้นเรามีความจำเป็นที่ต้องหลอมรวมหัวใจคนไทยทุกฝ่าย สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย..."


5 เมษายน 2564

กรุงเทพธุรกิจรายงานคำสัมภาษณ์ของพล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกรณีการชุมนุมสามัคคีประชาชนว่า ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบถ้อยคำการปราศรัยของจตุพร และผู้ที่ร่วมปราศรัยทุกคนว่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายในข้อหาใดหรือไม่ เบื้องต้นต้องดำเนินคดีฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และจะต้องตรวจสอบการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่ชุมนุมที่อยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานครด้วย

อ้างอิง : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/930859