#ม็อบ2เมษา : #OctDem

วันที่2564-04-02

เวลา

สถานที่จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จ.กรุงเทพมหานคร ไปยัง ศาลฎีกา จ.กรุงเทพมหานคร

  • + 7

วัตถุประสงค์การชุมนุม

เรียกร้องความยุติธรรมในระบบศาล

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

ไม่ต่ำกว่า 50

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

1-10

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

2 เมษายน 2564 เวลา 13.00 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่ม OCTDEM แถลงข่าวเปิดตัวกลุ่มเรียกร้องต่อกระบวนการยุติธรรมให้ยึดมั่นในหลักนิติธรรมนิติรัฐสากลและเดินทางไปยื่นหนังสือถึงประธานศาลฏีกาเพื่อแสดงเจตนารมณ์ของกลุ่ม

ลำดับเหตุการณ์

13.13 น. กลุ่ม OctDem ยืนสงบนิ่งเป็นเวลาหนึ่งนาทีเพื่อรำลึกถึงวีรชนคนเดือนตุลา

13.15 น. สุเทพ ประธานโดมรวมใจ กล่าวว่า เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วมีนักศึกษาที่อยากให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง มีประชาธิปไตย คนเหล่านี้ได้ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมเพียงเพราะคิดต่างจากผู้มีอำนาจ  มาปัจจุบันนี้เรายังได้ยินเสียงเพลงหนักแผ่นดินอีกครั้งที่เมื่อ 40 กว่าปีก่อนเคยมีและหายไป  เขามองว่า คนคิดต่างไม่ผิด แต่ควรให้ที่ยืนกับเขา วันนี้คณะทำงานเห็นว่า เราควรจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับความเป็นธรรม เราจึงทำหนังสือถึงผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

13.18 น. สิตา การย์เกรียงไกร อดีตกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ตัวแทน OctDem อ่านข้อความว่า พวกเราที่มารวมตัวกัน ณ ที่นี้ ในวันนี้ ล้วน เคย เป็นคนหนุ่มสาวนักกิจกรรม ที่คิดต่าง พูดต่าง เขียนต่าง และทำต่างจากกรอบปฏิบัติที่ชนชั้นปกครองอยากให้พวกเราเป็น เราเคยเป็นเยาวชนคนหนุ่มสาว เช่นเดียวกับเยาวชนคนหนุ่มสาวทุกยุคสมัย  

เยาวชนคนหนุ่ม คนสาวที่ใฝ่ฝันจะได้เห็นสังคมงดงามของประชาชนทุกหมู่เหล่า และเชื่อมั่นในการอุทิศตนเพื่อสร้างสรรค์สังคมแสนงามนั้นอย่างสุดจิตสุดใจ 

พวกเราคือกลุ่มคนที่ชนชั้นปกครองในยุคนั้นตราหน้าว่า เป็นพวกหัวรุนแรง เป็นพวกป่วนบ้าน กวนเมือง  เราถูกขัดขวาง ต่อต้าน ดักทำร้าย จนถึงขั้นถูกทำให้ตายในหลายครั้ง หลายคราว ในช่วงที่เราเคลื่อนไหวเพื่อสังคมแสนงามของเรา

6 ตุลา 2519 การเข่นฆ่า สังหารโหดพวกเรา เกิดขึ้น ที่นี่ ตรงนี้ ในเช้าตรู่ต่อถึงสายของวันนั้น 

หลายคนเสียชีวิต หลายคนถูกจับ จำคุก ตีตรวน หมดอิสรภาพ เป็นผู้ต้องหาคดีกบฎในราชอาณาจักร  ที่มีอัตราโทษสูงสุด ถึงขั้นประหารชีวิต พวกเราหลายร้อย หลายพันคน มุ่งหน้าสู่ชนบท เขตป่าเขา จับอาวุธสู้กับอำนาจรัฐทรามในวันนั้น

เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่เพื่อนเราคนหนึ่งได้นิยามมันสั้น ๆ ไว้ว่า เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ลืมไม่ได้ จำไม่ลง

“ครับ ประวัติศาสตร์บาดแผลที่ลืมไม่ได้ จำไม่ลง”

เป็นประวัติศาสตร์ที่ผู้ปกครองในวันนั้น ต้องสำเหนียกในอีก 2-3 ปีต่อมา จน พวกเขาต้องรีบหาทางเยียวยา สร้างความปรองดอง สมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนหัวโขนจากรัฐบาลขวาสุดโต่ง ที่กำจัดคนเห็นต่าง  สร้างแนวนโยบาย 66/23 ออกกฎหมายนิรโทษกรรมพวกเรา  ที่ว่าไปแล้ว เป็นโจทก์คดี 6 ตุลา ที่พวกเขาก่อขึ้น  ได้ออกจากคุกและพวกเราที่เดินป่าท่องไพรตามทางฝัน ได้กลับมาศึกษาเล่าเรียน ร่วมสร้างสรรค์ประชาธิปไตยให้แก่ประเทศชาติ บ้านเกิด

เรากลับเข้าเมือง ทำหน้าที่ประชาชนพลเมืองที่ดีซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศของเรา ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประกอบอาชีพแตกต่างหลากหลาย เป็นครูบาอาจารย์ พ่อค้า นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม และนักการเมือง 

จนถึงวันนี้ ปีพุทธศักราช  2564

45 ปีนับจากเหตุการณ์ 6 ตุลาเหมือนประวัติศาสตร์อำมหิตกำลังหวนกลับมาอีกครั้ง รอที่จะสร้างบาดแผลใหม่ เมื่อเยาวชนคนหนุ่มคนสาวผู้มีอุดมการณ์ของวันนี้ ได้รวมตัวกันบอกกล่าวกับสังคมว่า สังคมงดงามของปวงชนที่พวกเขาอยากเห็นและอยากมีชีวิตอยู่เป็นเช่นไร 

แต่พวกเขากลับถูกจับกุมคุมขัง ด้วยอำนาจรัฐและข้ออ้างทางกฎหมาย มีการจัดชุดควบคุมฝูงชน  ยิงแก๊สน้ำตา ฉีดน้ำแรงดันสูง เข้าสลายการชุมนุมที่กระทำอย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ

เยาวชนคนหนุ่มคนสาว นับสิบนับร้อยถูกแจ้งข้อหาร้ายแรง ถูกจับกุม คุมขังในเรือนจำ เสมือนผู้ต้องโทษที่ผ่านการตัดสินความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จบสิ้นกระบวนความไปแล้ว ถูกจับกุม คุมขังอยู่ในเรือนจำ ที่มีสภาพไม่ต่างจากนรกบนแผ่นดิน

“เรือนจำ นรกบนแผ่นดินนี้”

ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่เป็นสากล พวกเขาต้องได้รับการประกันตัว ในฐานะมนุษย์ที่ยังไม่ถูกพิพากษาว่า ได้กระทำผิดจริง

เรา คนหนุ่มคนสาวในยุคนั้น จึงรวมตัวกันอีกครั้งในวันนี้  ในนามคนเดือนตุลาเพื่อประชาธิปไตย Octoberists For Democracy หรือ OctDem 

เราไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์บาดแผลของพวกเราที่เคยถูกกระทำในอดีตและยังไม่ได้รับความยุติธรรม เกิดขึ้นอีกครั้งกับเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นลูกหลานของเราในวันนี้

ประวัติศาสตร์บาดแผลที่โหดร้ายป่าเถือน เช่นเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เกิดขึ้นครั้งเดียว ก็เกินพอแล้ว เราไม่ควรปล่อยให้มันเกิดขึ้นมาอีก  ในชั่วชีวิตของคนรุ่นเรา

การจับกุมคุมขัง เข่นฆ่า ล่าสังหาร กดข่มผู้คน คนหนุ่มคนสาว คนเห็นต่าง ต้องไม่หวนกลับมา

สังคมนี้ ต้องสรุปบทเรียน ไม่กระทำผิดซ้ำซาก การล้อมปราบ การเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมของกองกำลังอาวุธ ต่อผู้คนในชาติที่เกิดขึ้น ครั้งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 และ เหตุการณ์ เมษายน-พฤษภาคม2552 และ 2553 มันมากเกินพอที่เราจะสรุปบทเรียนได้แล้วว่า 

การแก้ปัญหาด้วยวีธีใช้ความรุนแรง ไม่สามารถหยุด สยบ ความเห็นต่าง  พูดต่าง ทำต่าง ได้เลยไม่สามารถยุติความขัดแย้ง ใด ๆ ได้เลย แม้แต่ครั้งเดียว มีแต่การรับฟัง ร่วมกันแก้ไข ด้วยนิติรัฐ นิติธรรม คนเท่ากันเท่านั้น สังคมนี้จึงจะดำรงอยู่ร่วมกันได้ อย่างสงบ สันติ 

ต่างความคิด ต้องไม่ผิดถึงตาย และยิ่งไม่ผิดถึงขนาดต้องจับกุมคุมขังให้หมดอิสรภาพในระหว่างการต่อสู้คดี เช่นที่เป็นอยู่ในวันนี้ เวลานี้

13.27 น. พนัส ทัศนียานนท์ กล่าวว่า "...ผมเอง อันที่จริงเป็นคนรุ่นก่อนคนเดือนตุลา เมื่อเกิดเหตุ 14 ตุลาคม 2516 เรียนจบแล้วไล่ๆกับอาจารย์ชาญวิทย์ ผมได้เห็นเหตุการณ์ 14 ตุลา ปลื้มปีติยินดีกับชัยชนะในการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่...คราวนั้นเรามีความรู้สึกว่า เราได้มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน หลังจากนั้นมีเหตุการณ์ 6 ตุลา นำความเศร้าโศกเสียใจและสลดใจ ไม่สามารถที่จะตอบเพื่อนๆต่างชาติว่า มันเกิดขึ้นอะไรในการเมืองไทย...ตั้งแต่นั้นมาผมมีความรู้สึกว่า เราต้องมี Commitment บางอย่างเพื่อประเทศชาติและสังคมที่ดีกว่าที่เป็นในปัจจจุบัน สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมเชื่อถือและศรัทธามตลอดคือ เสรีภาพ การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ...ส่วนที่จะทำได้พยายามจะกระทำอย่างดีที่สุดที่จะทำได้ มาจนถึงทุกวันนี้มันมีความรู้สึกที่น่าสลดใจ ที่เหตุการณ์เหมือน 45 ปีที่แล้วเหมือนจะเวียนกลับมาอีก หวังว่า ในที่สุดแล้วจะมีการทบทวนความคิด ท่าทีต่างๆของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างในส่วนที่เกี่ยวกับศาลยุติธรรม ผมคิดว่า ศาลยุติธรรมต้องมีบทบาทในการคุ้มครองและส่งเสริมรักษาเสรีภาพของประชาชน ต้องปกป้องคุ้มครองการที่ประชาชนจะถูกย่ำยีจากฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรม..."

13.32 น. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวว่า  "...ผมอยู่ที่นี่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 5 ตุลา 2519 ผมทำงานกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ชื่อว่า ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เรามาที่นี่เราเคารพสักการะ อนุสรณ์สถานคนเดือนตุลา แต่หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า เหยื่อรายแรกคือ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ...ผมอยากจะเห็นกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยดำเนินการไปตามตัวบทกฎหมายที่แท้จริง ผมอยากจะบอกบรรดาผู้พิพากษาทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่จบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์..." 

13.36 น. วัฒนา ตัวแทน OctDem อ่านกลอนของยังวันว่า 

"ตรองค่าตราชู
ยุติธรรม คำเก่า เราเจ็บปวด
ดังแส้หวด รวดร้าว แต่คราวหลัง
เพื่อนถูกฆ่า ล่ามัด หน้าวัดวัง

อำนาจคลั่ง ขังกด หมดทางไป
จำจับปืน ยืนสู้ มุ่งสู่ป่า
เลือดไทยบ่า ทาท่วม หลากรวมไหล
หรือบทเรียน เวียนย้อน มิสอนใคร

หรืออยากให้ ไทยเดือด หลั่งเลือดนอง?
นั่นตราชู หรูหรา ตราประทับ
แค่สัญญะ ประดับ สุดจับต้อง
ยุติธรรม คำขวัญ หรือครรลอง?
จงทวนมอง ตรองค่า เถอะตราชู"

13.38 น. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณอ่านแถลงการณ์ของกลุ่ม OctDem ถึงศาลยุติธรรมว่า 

"ตามที่บรรดานักเรียน นิสิตนักศึกษา เยาวชนและประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ฝ่ายรัฐได้ใช้อำนาจปราบปราม จับกุม คุมขัง พวกเขาไว้ในเรือนจำ ปรากฏว่าศาลยุติธรรมไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) พวกเขา โดยเฉพาะบรรดาแกนนำที่ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 ดังปรากฏข้อเท็จจริงที่ประชาชนไทยทราบโดยทั่วไปแล้วนั้น 

เราเห็นว่า โดยระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและนิติรัฐนิติธรรมนั้น การที่ศาลยุติธรรมจะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีและทำคำสั่งใด ๆ จักต้องเป็นไปโดยยุติธรรม และตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ยุติธรรม การไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำของการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้
 
เราเชื่อว่า ศาลยุติธรรมย่อมต้องเข้าใจ และทราบดีว่า หลักสำคัญในการปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาทุกคดีนั้น คือการที่จะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เขาเหล่านั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่และจะปฏิบัติต่อเขาเสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้ที่ถูกพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดแล้วไม่ได้ 

เราเชื่อว่า ศาลยุติธรรมย่อมเข้าใจดีว่าการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายสิทธิมนุษยชน 

เราเชื่อว่า ศาลยุติธรรมตระหนักดีว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ดี บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ดี ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็ดี กติกาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศเรายึดถือและได้ให้สัตยาบันไว้ต่อนานาชาติก็ดี ล้วนมีบทบัญญัติชัดเจนว่า การปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาในระหว่างพิจารณาคดี เป็นข้อกำหนดที่ศาลพึงยึดถือและพึงปฏิบัติ 

เราเห็นว่า เหตุผลของศาลยุติธรรมที่ปฏิเสธการขอปล่อยตัวชั่วคราวบรรดาผู้รักประชาธิปไตยเหล่านั้น ไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวข้างต้น เพราะผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดยังไม่ได้ถูกศาลตัดสินถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด ย่อมต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ มูลคดีทั้งหมดล้วนสืบเนื่องจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตามหลักประชาธิปไตยของนิสิตนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดี และคดีเช่นนี้ในภาวการณ์ปกติอยู่ในเกณฑ์ที่ศาลอาจใช้ดุลพินิจปล่อยชั่วคราวได้  เป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่ชอบด้วยข้อกฎหมายและความยุติธรรมใดใดทั้งสิ้น

ไม่ว่าการตัดสินใจของศาลยุติธรรมที่ปฏิเสธไม่ให้ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยเหล่านั้นได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จะมาจากเหตุผลใด จะมีเหตุผลจากการถูกบีบบังคับโดยอำนาจนอกระบบ หรือเป็นความประสงค์ของศาลยุติธรรมเองก็ตาม เราเห็นว่า การตัดสินใจดังกล่าว ทำให้เกิดวิกฤตความศรัทธาความเชื่อถือ เชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมในที่สุด ซึ่งล้วนเกิดจากการกระทำของท่านเองทั้งสิ้น 

เราเชื่อว่า เจตนาที่จะคุมขังผู้เรียกร้องประชาธิปไตยไว้ตลอดการพิจารณาคดี รวมทั้งการขัดขวางของเจ้าหน้าที่รัฐในการที่ไม่ให้เขาเหล่านั้นพบปะกับทนายความก็ดี การจงใจข่มขู่คุกคามในยามวิกาลต่อผู้ต้องขังเหล่านี้ก็ดี ย่อมไม่อาจขัดขวางการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ 
ด้วยความกังวลใจต่อระบอบนิติรัฐในประเทศนี้ เราหวังที่จะเห็นศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระและพิจารณาอรรถคดีต่างๆไปโดยยุติธรรมและปราศจากอคติทั้งปวง ปราศจากการครอบงำจากผู้หนึ่งผู้ใดหรือองค์กรหนึ่งองค์กรใด

เราขอเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาต่อศาลยุติธรรมว่า ท่านต้องให้โอกาสเขาเหล่านั้นในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่โดยเปิดเผย และมีโอกาสแสวงหาพยานหลักฐานต่างๆมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพวกเขาอย่างเต็มที่ โดยอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวพวกเขาในระหว่างการพิจารณาคดี อันเป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ของพวกเขาที่มีอยู่ตามหลักกฎหมายยุติธรรม"

13.46 น. จาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวว่า เราเป็นผู้ที่ถูกกระทำในอดีตและมีประสบการณ์ในการปราบปรามเข่นฆ่า เราควรจะใช้ประสบการณ์ในการบอกสังคมว่า การปราบ คุกคาม ทำร้ายต่อผู้เห็นต่างไม่เป็นประโยชน์ มีแต่จะเกิดความสูญเสีย สิ่งที่เราทำได้คือ ช่วยนำประสบการณ์มาเสนอ ให้ผู้เห็นต่างที่หลากหลายสามารถอยู่ร่วมสังคมเดียวกันและร่วมสร้างสังคมไปด้วยกัน 

วันนี้เห็นชัดเจนว่า มีการคุกคามทำร้าย เราต้องการเสนอคือต้องการให้หยุดคุกคามและการใช้หลักนิติธรรมกับผู้เห็นต่าง ระยะเฉพาะหน้านี้มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อนักศึกษาและเยาวชนที่เห็นต่างกับรัฐ เราจึงทำหนังสือขอพิจารณาในการปล่อยตัวผู้ต้องหา เป็นไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ

แต่นี่ไม่ใช่เป็นการไปเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาเพราะคิดว่า ทำแบบนั้นก็เพิ่มคนให้ได้ไม่มากนัก แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์คือ การเสนอความรู้และนำข้อคิดเห็นไปเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งต่อสังคม ทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและโดยเฉพาะผู้ที่เห็นต่าง การยื่นจดหมายเป็นกิจกรรมเริ่มต้น แต่จากนี้ไปก็จะต้องคิดต่อไปว่า จะร่วมแก้ไขความขัดแย้งอย่างไรต่อไป แต่ไม่ใช่การร่วมเคลื่อนไหวกับนักศึกษา

"เราเห็นเขาในฐานะที่เป็นผู้ที่แสดงความเห็นต่าง มีความปรารถนาดีต่อสังคม แต่กำลังถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน...ทำให้เขาได้รับความเป็นธรรม สามารถต่อสู้คดีได้อย่างไม่มีอะไรขัดขวาง"

เมื่อผู้สื่อข่าวถามเรื่องจุดยืนต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จาตุรนต์ตอบว่า ถ้าถามเป็นรายคนก็คงมีจำนวนมากที่เห็นความล้มเหลวของรัฐบาลแต่การทำงานในลักษณะเป็นกลุ่มยังไม่ได้พิจารณาร่วมกัน  เขากล่าวย้ำว่า จุดยืนของกลุ่มคือ "หาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมอย่างสันติและหลักนิติธรรมและหลักนิติธรรมที่ว่านี่เฉพาะหน้ามันรวมถึงเรื่องการประกันตัวผู้ต้องหา ผู้ต้องหามีคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 แต่หลักรัฐธรรมนูญ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ข้อตกลงต่างๆที่ประเทศไทยร่วมเป็นภาคีกับองค์กรระหว่างประเทศให้ความคุ้มครองผู้ต้องหาไม่ว่าข้อหาใด"

"ข้อหาอะไรจึงไม่ใช่ประเด็น ประเด็นของเราคือว่า ไม่ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะถูกคุมขังอยู่ด้วยข้อหาอะไร ถ้ายังไม่มีการพิพากษาถึงที่สุดและไม่มีเหตุว่าจะหลบหนี ต้องได้สิทธิในการประกันตัว"

14.10 น. กลุ่ม OctDem และประชาชนรวมตัวกันเดินขบวนไปยื่นหนังสือที่ศาลฎีกา

14.25 น. เดินขบวนถึงหน้าศาลฎีกา ระหว่างทางตำรวจจราจรคอยอำนวยความสะดวกเรื่องการข้ามถนน ขณะที่บริเวณประตูทางเข้าศาลฎกีาไม่ได้มีการปิดรั้ว มีเพียงการนำรั้วเหล็กมากั้นพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลวางกำลังอยู่

14.29 น. เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาออกมารับหนังสือที่ด้านหน้าศาล