#ม็อบ31มีนา : ให้กำลังใจจำเลยคดีขบวนเสด็จผ่านม็อบ

วันที่2564-03-31

เวลา10:00

สถานที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารถนนรัชดาภิเษก) จ.กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์การชุมนุม

ให้กำลังใจจำเลยคดีขบวนเสด็จผ่านม็อบเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

21-50

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

-

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

31 มีนาคม 2564 เวลา 10.00 น. ประชาชนนัดหมายรวมตัวให้กำลังใจกรณีอัยการนัดฟังคำสั่ง คดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 จากเหตุการณ์ขบวนเสด็จผ่านม็อบที่บริเวณถนนพิษณุโลกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 คดีนี้มีผู้ต้องหาห้าคนคือ เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมผู้ถูกทำร้ายระหว่างเคลื่อนไหวหลายต่อหลายครั้ง, สุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ประสานงาน Active Youth , ฟรานซิส-บุญเกื้อหนุน เป้าทอง นักกิจกรรมและนักศึกษามหาวิทยาลัยมหดิลและผู้ถูกกล่าวหาร่วมในคดีอีกสองคน เวลาประมาณ 10.00 น. ผู้ถูกกล่าวหาทั้งห้าคนเดินทางมาถึงสำนักงานอัยการสูงสุด อาคารรัชดาภิเษก โดยมีผู้มารอให้กำลังใจไม่น้อยกว่า 20 คน

อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดีและเวลา 11.07 น. ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดถูกพาตัวไปที่ศาลอาญา โดยทนายความยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวคนละ 300,000 บาท ต่อมาเวลาประมาณ 17.00 น. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ศาลอาญามีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด เอกชัยและสุรนาถให้วางหลักทรัพย์คนละ 300,000 บาท ส่วนอีกสามคนให้วางหลักทรัพย์คนละ 200,000 บาท


+++เอกชัย : ไม่หนีและไม่ขอความเมตตา ขอเพียงความเป็นธรรมจากศาล+++

เอกชัยให้สัมภาษณ์ว่า อัยการได้โทรศัพท์มาแจ้งเขาตั้งแต่วันศุกร์ (27 มีนาคม 2564) แล้วว่า จะมีคำสั่งฟ้องให้เตรียมหลักทรัพย์มาประกันตัว ซึ่งเข้าเตรียมมาไว้แล้ว ในคราวที่แล้วที่เขาถูกคุมตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2563 และศาลไม่ให้ประกันตัว ศาลอ้างเหตุผลสองข้อ คือ โทษคดีนี้สูงกลัวหลบหนีและคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน กลัวจะยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน แต่วันนี้อัยการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ฉะนั้นเหตุผลในข้อหลังที่ว่า อยู่ระหว่างการสอบสวนและกลัวว่า เขาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ข้อนี้ตัดทิ้งได้เลย

ขณะที่คดีนี้เป็นคดีมาตรา 110 การอ้างว่า จะไปกระทำอีกคงไม่ใช่เหตุผลข้อนี้อีก เหลือข้อเดียวคือ โทษสูงกลัวหลบหนี ตอนนั้นที่ศาลปล่อยตัวชั่วคราวเขาในเดือนพฤศจิกายน 2563 ปล่อยโดยไม่ต้องวางเงินประกัน ไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องติดกำไลอีเอ็ม เป็นเวลาผ่านมาห้าเดือน วันนี้อัยการนัดมาฟังคำสั่งก็มาตามนัด "ถ้าผมจะหนี ผมหนีไปแล้ว" ถ้าจะมาอ้างข้อนี้คงฟังไม่ขึ้นอีก ฉะนั้นวันนี้จะดูว่า หากศาลไม่ให้ประกันตัวจะมีเหตุผลว่าอย่างไร เขากล่าวด้วยว่า ทนายความมักขอความเมตตาจากศาล แต่เขาไม่ขอความเมตตา ขอแค่ความเป็นธรรมจากศาลเท่านั้น


+++สุรนาถ : สั่งฟ้องแล้ว ยังหวังประกันตัวให้ออกมาสู้มาคดีอย่างสะดวก+++

สุรนาถกล่าวว่า เขาต่อสู้เรื่องประชาธิปไตยเสมอมา ไม่ได้ต้องการที่จะมุ่งไปกระทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ฯ ก่อนหน้านี้เขาเคยคาดหวังว่า อัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีเพราะทางทีมทนายความได้ส่งหลักฐานเข้าไปพอสมควร พอทราบว่า มีการสั่งฟ้อง วันนี้ก็จะขอประกันตัวต่อเพราะเชื่อในพยานหลักฐานที่มีและลำดับเหตุการณ์จากสำนักข่าว นอกจากนี้ยังมีหลักฐานจากเพื่อนๆพี่ๆ ที่เห็นว่า พฤติกรรมของเขาเหมือนกับคนอื่นๆที่อยู่บริเวณนั้นเป็นร้อยคน มันไม่ควรที่จะมาเจาะจงเช่นนี้ ไม่รู้ว่าด้วยสถานการณ์หรือไม่ เรื่องนี้ความรับผิดชอบไม่ใช่เรา ผู้ที่รับผิดชอบคือ เจ้าหน้าที่

"เรามีความหวังมาตลอด แม้กระทั่งวันนี้เราก็มีความหวัง"  เขากล่าวต่อว่า การต่อสู้ระหว่างการพิจารณาคดีด้านนอกเรือนจำกับภายในเรือนจำแตกต่างกัน หลังถูกจับกุมและอยู่ในเรือนจำสิบกว่าวันนั้น เขาไม่มีโอกาสได้ทำอะไรและยืนยัน[ข้อเท็จจริงเลย] ก่อนหน้านี้คือ เคยยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมให้อัยการสอบพยานเพิ่มผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ นอกเหนือจากที่พนักงานสอบสวนเรียกมา คาดหวังที่จะได้รับความเป็นธรรมให้ประกันตัวออกไปต่อสู้ตามกระบวนการ

ส่วนเรื่องความกังวลในการไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เขาตอบว่า เมื่อเขาทราบว่า ถูกหมายจับก็จะเข้ามอบตัวแต่ถูกจับกุมเสียก่อน ตอนนั้นก็เชื่อว่า โทษสูงแค่ไหนกระบวนการควรมีโอกาสให้เราพิสูจน์ แต่ณ วันนี้ก็เห็นแล้วว่า มาตรา 110 โทษอัตราสูงที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยมาก่อนและพฤติการณ์ของเขาคือ อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุก่อนและปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนตลอด ดังนั้นเขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะโทษสูงแค่ไหนแต่ถ้าหากให้เราพิสูจน์ มันจะชัดเจน


+++ฟรานซิส : จะเผชิญหน้าต่อกรด้วยรอยยิ้ม แม้ต้องถูกคุมขังไร้เสรีภาพ+++

ฟรานซิส-บุญเกื้อหนุน หนึ่งในผู้ต้องหาคดีนี้อ่านแถลงการณ์สองภาษาที่หน้าสำนักงานอัยการสูงสุดฯ ระบุว่า เขายินดีที่จะเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลและพร้อมที่จะต่อสู้คดีร่วมกับผู้ต้องหาทุกคนในคดีนี้ เขาให้สัมภาษณ์ด้วยว่า มีอยู่คืนหนึ่งที่เขาได้มีโอกาสรับประทานอาหารเย็นกับหนึ่งในนักข่าวที่ทุกคนรู้จัก นักข่าวคนนี้บอกกับเขาว่า คำภาษาอังกฤษที่จะอธิบายเขาได้ดีคือ คำว่า Eccentric ตอนแรกเขานึกว่า คำนี้มีความหมายที่ไม่ดีที่ไว้อธิบายคนที่อยู่ด้วยแล้วไม่สบายใจ ไม่สบายตัว แต่เมื่อเขากลับไปค้นพบว่า จริงๆแล้วความหมายมันคือ คนที่แตกต่างจากสังคมทั่วไปและเป็นคนที่มีน้ำใจ ช่วยเหลือสังคม หลังจากที่เขาเดินทางผ่านเส้นทางนักกิจกรรมมาถึงวันนี้

ทุกวันนี้เขาภูมิใจคำนี้มาก วันนี้เขามายืนอยู่ตรงหน้าทุกคนพร้อมกับคำกล่าวหาและบทลงโทษอันเกินกว่าที่มนุษยชนคนธรรมดาคนหนึ่งจะต้องได้มาประสบเจอ "ผมและผู้ต้องหาอีกสี่คนได้ถูกกล่าวหาอย่างไร้มูลเหตุความเป็นจริงว่า มีความพยายามจะประทุษร้ายต่อเสรีภาพองค์ราชินีและองค์รัชทายาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110"  เขาและผู้ถูกกล่าวหาร่วมคนอื่นๆกล่าวมาตลอดว่า พวกเราไม่ได้มีความประสงค์หรือความพยายามที่จะกระทำตามข้อกล่าวหานี้และพวกเรายืนยันความบริสุทธิ์มาตลอด 

แต่หลังจากห้าเดือนที่ผ่านมานี้ ทั้งความอัปยศและความยากลำบาก พวกเราได้รับทราบถึงข้อสรุปจากสำนักงานอัยการสูงสุดฯว่า ได้ตัดสินว่า จะดำเนินคดีเขากับพวก หลังจากนี้จะมีการขอปล่อยตัวชั่วคราว ถ้าหากไม่สำเร็จจะต้องถูกลิดรอนเสรีภาพในทันที ฟรานซิสถอนหายใจและกล่าวต่อว่า เสรีภาพเป็นคำที่พวกเขาและคนอื่นๆที่มาก่อนหน้าเขาได้ต่อสู้กันมาโดยตลอด 

"พวกเราเชื่อถือเรื่อยมาว่า มนุษยชนทุกคนได้ถือกำเนิดมา ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นอิสระเสรี คำพูดเหล่านี้ยังคงเป็นจริงอยู่ตลอดมา แกร่งกล้าและหนักแน่นเหมือนคำพวกนี้ที่เคยได้กล่าวและเขียนครั้งแรกเมื่อสามศตวรรษที่แล้ว และด้วยประโยคและคำพวกนี้ได้ทำให้ผมรู้สึกสบายใจด้วยความจริงที่ว่า เพียงแค่ช่วงเวลาเสี้ยวหนึ่งพวกเราได้มีโอกาสต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อความยุติธรรมกับเพื่อนผมอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ และถึงขนาดนั้นเองผมเชื่อว่า พวกเรายังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องช่วยเหลือ ต้องทำอีกมากมายและถือว่า เป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุดแล้วของผมที่ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในครั้งนี้...

....ถ้าหากความเป็นอยู่ของผมจะต้องจบลงภายในขณะที่จองจำ ผมจะเผชิญหน้าต่อไปโดยปราศจากความเสียใจทั้งสิ้น ต่อกรกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมรอยยิ้มกับความพึงพอใจที่ได้รู้ว่า สิ่งที่ได้เราได้สละชีพนั้นจะมีความหมาย และชื่อเสียงเรียงนามของผมและคนอื่นๆจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ชาตินี้ โดยที่รู้ว่า จิตวิญญาณ จิตใต้สำนึกและความศรัทธาของพวกเราจะไม่มีวันถูกทำลายเป็นอันขาด ตามที่ดันเต้ผู้เป็นอมตะได้กล่าวไว้ว่า ความยุติธรรมอันศักดิ์สิทธิ์บนสรวงสวรรค์จะชั่งน้ำหนักเวรกรรมของผู้ที่จิตใจชั่วช้าเย็นชากับผู้ที่มีจิตใจอุทิศตนเพื่อคนอื่นต่างกันเรื่อยไป สิ่งที่ผมได้เคยทำเพื่อประชาชนนี้ สิ่งที่ผมได้อุทิศตนเพื่อสิทธิและความเสรีนี้ ถือว่า เป็นความยินดีอย่างยิ่งหาที่สุดไม่ ขอให้โชคชะตาได้กรุณาทั้งประเทศและประชาชนคนไทยเพื่อความเสรีต่อไป"