เดินทะลุฟ้าคืนอำนาจประชาชน

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564
เวลา 09:00
สถานที่ จาก อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ไปยัง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
จังหวัด นครราชสีมา - กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์การชุมนุม

ปล่อยตัวนักกิจกรรม, เรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ,ขับไล่รัฐบาล หรือบุคคลในรัฐบาล, ยกเลิกมาตรา 112

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

อย่างน้อย 2000

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

7 มีนาคม 2564 เวลา 15.19 น. ขบวนเดินทะลุฟ้าคืนอำนาจประชาชนเดินถึงที่หมายอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้ว  ขบวนเดินนำโดยราษฎร, เครือข่ายพีเพิลโก และภาคีเครือข่ายทำกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 เริ่มเดินจากลานย่าโม นครราชสีมา มีเป้าหมายคือ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รวมระยะทาง 247.5 กิโลเมตร  ซึ่งมีความหมายถึงปีที่มีการอภิวัฒน์สยามเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ 


ข้อเรียกร้องของกิจกรรม
 
1. ปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี เช่น คดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และคดีการช่วยเหลือพริษฐ์และภาณุพงศ์ ที่ถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคุมตัวออกจากเรือนจำไปสน.ประชาชื่นเมื่อวันที่ 2563 

 2. แก้รัฐธรรมนูญ สืบเนื่องจากปีที่ผ่านมาประชาชนได้ร่วมกันเข้าชื่อกว่าหนึ่งแสนรายชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ต่อมาร่างฉบับประชาชนถูกสภาปัดตก ขณะที่สภามีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า รัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดทางให้ตั้ง สสร. มาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่

โดยศาลรัฐธรรมนูญจะลงมติวินิจฉัยในวันที่ 11 มีนาคม 2564 นี้ ทั้งที่ตามประวัติศาสตร์ประเทศไทย เคยมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เพื่อตั้ง สสร. ให้มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึงสองครั้ง

 3. ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ นับตั้งแต่การชุมนุมเยาวชนปลดแอก 2563 เป็นต้นมามีผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ไม่น้อยกว่า 63 คน โดยมีการตีความกว้างขวางไปถึง การแต่งตัวล้อเลียน,การเผาพระบรมฉายาลักษณ์และการใส่เสื้อหมดศรัทธาในสถาบันฯ ขณะที่มีผู้ถูกกล่าวหาไม่น้อยกว่า 5 คนที่ถูกฝากขังระหว่างการคดี กรณีล่าสุดคือ ปริญญา ชีวินกุลปฐม หรือ พอร์ท ไฟเย็น

 4. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องลาออก


การคุกคามและการสกัดกั้นการแสดงออก

ในภาพรวมการเดินขบวนเดินทะลุฟ้าไม่ได้มีการสกัดกั้นนัก เมื่อขบวนเดินผ่านท้องที่ใด ตำรวจในแต่ละท้องที่จะติดต่อมาติดตามและอำนวยความสะดวกการจราจร ขณะเดียวกันยังมีเจ้าหน้าที่จากสันติบาลมาสืบสวนการข่าวด้วย 

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 มีรายงานว่า สันติบาลเข้าเยี่ยมบ้านผู้ร่วมเดินในจังหวัดสุรินทร์ หลังกลับจาการร่วมเดินไม่กี่ชั่วโมง ระบุว่า นายสั่งให้มาดูแล

การเดินเริ่มมีอุปสรรคขึ้นเมื่อเข้าท้องที่สภ.คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี วันที่ 5 มีนาคม 2564 ระหว่างที่ขบวนออกเดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มุ่งหน้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต มวลชนติดป้ายผ้ารณรงค์บนสะพานลอยที่ถูกตำรวจยื้อไม่ให้ติดสองครั้ง ระบุว่า เข้าข่ายพ.ร.บ.ความสะอาดฯ เมื่อมวลชนยืนยันในเสรีภาพการแสดงออก ตำรวจยอมให้ติดได้และปลดออกหลังขบวนผ่าน

จากนั้นเมื่อเจรจาไม่ได้ผลจึงใช้วิธีปิดสะพานลอยที่ขบวนจะผ่านแทนรวมแล้วปิดไปไม่น้อยกว่า 13 แห่ง
เมื่อขบวนเดินถึงลานตรงข้ามฟิวเจอร์พาร์คฯ เพื่อทำกิจกรรม ตำรวจไม่ยินยอมอ้างการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แต่ท้ายที่สุดมวลชนเจรจาต่อรองปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค จึงจัดได้ในเวลากำหนดและมีการบอกผู้ค้าบริเวณดังกล่าวว่า หากกิจกรรมไม่เลิกตามเวลาที่กำหนดจะไม่ให้ผู้ค้าเปิดร้าน วันดังกล่าวเป็นวันแรกที่ผู้ค้ากับมาขายของได้ หลังเผชิญกับการแพร่ระบาด

ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2564 เวลาประมาณ 9.00 น. ขบวนออกเดินจากบริเวณเซียร์ รังสิต ตำรวจควบคุมฝูงชนตั้งแนวปิดหัวและท้ายขบวน ไม่ให้ขบวนเดินเข้าถนนวิภาวดีรังสิตให้ไปเดินเส้นพหลโยธินแทน อ้างว่า จะส่งผลต่อการจราจร แต่ตัวแทนไม่ยอมและตั้งข้อสังเกตว่า ตำรวจกำลังต้อนขบวนให้ไปที่ราบ 11 ซึ่งเป็นพื้นที่เปราะบางและเสี่ยงต่อการสลายการชุมนุม ทั้งยื่นคำขาดว่า หากไม่ยอมให้เดินจะปักหลักบนถนนและจะระดมมวลชนมาเสริม

ตำรวจพยายามจะขอตรวจอาวุธ แต่เมื่อทีมงานไม่ยินยอมจึงปล่อยให้เดินจนถึงที่หมายที่แยกเกษตร
ขณะที่วันนี้เมื่อขบวนเดินจนถึงปลายทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและตั้งเวทีโดยปิดพื้นผิวการจราจรบางส่วนในวงเวียน ตำรวจไม่ให้ตั้งและกล่าวว่า หากยังฝืนกระทำอยู่ จะสลายการชุมนุม ขณะที่ผู้กำกับการสน.สำราญราษฎร์ประกาศว่า การกระทำของผู้ชุมนุมผิดกฎหมาย อ้างว่า มีประกาศห้ามชุมนุมตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้ยุติการชุมนุม 

หลังตำรวจประกาศ ทีมงานยืนยันจะจัดกิจกรรมต่อไปและย้ำว่า จะใช้สันติวิธีเข้าสู้เท่านั้น จนถึงขณะนี้กิจกรรมยังจัดต่อไปได้