#ม็อบ8กุมภา : คัดค้านการปัดตกร่างพ.ร.บ.บำนาญฯฉบับประชาชน

วันที่2564-02-08

เวลา11:00

สถานที่ทำเนียบรัฐบาล จ.กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์การชุมนุม

เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติฯ ที่ประชาชนรวบรวมรายชื่อกว่า 10,000 รายชื่อกลับมาพิจารณาใหม่

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

-

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

-

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

8 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการนัดรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติฯ ที่ประชาชนรวบรวมรายชื่อกว่า 10,000 รายชื่อกลับมาพิจารณาใหม่

ภาคประชาชนได้ทำรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 14,000 รายชื่อ เพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้นำ ร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ เข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ผลปรากฎว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 134 ประกอบกับ พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหาย ปี 2556 มาตรา 11 กำหนดให้ ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยประชาชน หากเป็นร่างที่เกี่ยวด้วยการเงิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้คำรับรองก่อน ด้วยเหตุนี้ทำให้ ร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ ไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาของสภาเสียที

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 หลังการรอคอยของภาคประชาชนมานานกว่า 15 เดือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกฯ ก็ปัดตกร่างกฎหมาย โดยการไม่ให้คำรับรองต่อกฎหมายบำนาญแห่งชาติของประชาชน ในขณะที่ร่างกฎหมายที่ถูเสนอโดยพรรคการเมือง หรือ กมธ.สวัสดิการและสังคมฯ ก็ยังอยู่ระหว่างให้นายกฯ ให้คำรับรองอีกเช่นเดียวกัน

ลำดับเหตุการณ์

เวลา 10.41 น. ผู้ชุมนุมทยอยมารวมตัวที่บริเวณฟุตบาทหน้าสำนักงานก.พ.ร. นิมิตร์ เทียนอุดม แกนนำเริ่มการปราศรัยถึงร่างพ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติฯ ระบุว่า เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการร่วมกันล่ารายชื่อประชาชนกว่า 10,000 รายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายต่อสภา โดยเครือข่ายฯ เดินขบวนมายื่นรายชื่อ หลักการสำคัญคือ คนที่อายุ 60 ปีต้องได้เงินบำนาญพื้นฐานไม่น้อยกว่าเส้นความยากจนของประเทศ นั่นคือประมาณ 3,000 บาท

อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายเกี่ยวข้องกับการเงินที่จะต้องนำภาษีมาใช้จะต้องผ่านการรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อน แต่นายกรัฐมนตรีปัดตก ทั้งที่กลไกและกระบวนการตัดสินใจเพื่อใช้ภาษี ควรจะเป็นกลไกตามประชาธิปไตยให้สภาที่มีผู้แทนจากประชาชนเป็นผู้พิจารณา

เวลา 10.53 น. มีชายคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายที่ฝั่งหน้าทำเนียบรัฐบาลระบุว่า เป็นปัญหาหนี้นอกระบบ ตำรวจพยายามเจรจาและพาตัวออกไป

เวลา 11.03 น. ผู้ชุมนุมข้ามถนนไปที่ฝั่งทำเนียบรัฐบาล ตำรวจอำนวยความสะดวกให้ โดยกิจกรรมหลังจากนี้จะเป็นการอ่านแถลงการณ์และปราศรัย

เวลา 11.21 น. อภิวัฒน์ กวางแก้ว ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการอ่านแถลงการณ์โดยสรุปว่า รัฐเพิกเฉยที่จะสร้างรัฐสวัสดิการให้ประชาชนด้วยหลักประกันรายได้ที่เพียงพอและเท่าเทียม การตัดสินใจของคนเพียงคนเดียวส่งผลต่อชีวิตของประชาชน 70 ล้านคน แม้จะอ้างว่า ตัดสินใจบนฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่กระบวนการตัดสินใจกลับไร้เสียงประชาชน หากยึดถือหลักการประชาธิปไตยควรจะเสนอร่างกฎหมายให้สภาพิจารณา เครือข่ายฯ ขอประณามกระบวนการรัฐราชการที่ไร้สำนึก ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย การปฏิเสธที่จะพิจารณากฎหมายของประชาชนโดยนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่ให้ความเห็น คือการใช้อำนาจที่เป็นของประชาชนมาลิดรอนสิทธิของประชาชน 

จึงขอประณามและคัดค้านต่อการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีที่ปัดตกร่างกฎหมายของภาคประชาชนฉบับนี้และเรียกร้องให้ประชาชนจับตาและส่งเสียงถึงนายกรัฐมนตรีให้นำร่างบำนาญถ้วนหน้ากลับมาพิจารณาใหม่โดยเร็ว


เนื้อหาการปราศรัยเช่น 

๐ หนูเกณ อินทจันทร์ จากเครือข่ายสลัมสี่ภาคกล่าวว่า ที่ผ่านมาพี่น้องมีการรวบรวมรายชื่อเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติฯ วันนี้รู้สึกอัดอั้นตันใจมากที่นายกรัฐมนตรีไม่รับรองกฎหมาย กฎหมายนี้คือความฝันของเรา หากเราได้เงินบำนาญ ผู้สูงอายุจะได้ไม่ต้องเบียดบังลูกหลานที่มีภาระอยู่แล้ว ปัจจุบันลูกหลานได้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทมีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง เช่น ค่าเช่าบ้านและค่าเลี้ยงดูลูก ตอนนี้ตนต้องทำงานอยู่เพื่อแบ่งเบาภาระของลูกหลาน หนูเกณมองว่า หากได้เงินบำนาญ 3,000 บาทจะกลายเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ 

๐ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ กล่าวว่า กฎหมายนี้มีประโยชน์กับคนรุ่นใหม่ที่ในอนาคตจะต้องแก่ตัวลงเช่นกัน ร่างพ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติฯ ผ่านกระบวนการล่ารายชื่อ รายชื่อกว่า 10,000 รายชื่อ ไม่มีความหมายเลยหรือ? เงินทีผู้สูงอายุได้รับคือ 600 บาท คิดว่า พวกเขากินข้าววันละเม็ดหรือ  เขาย้ำว่า หากผู้สูงอายุได้รับเงินบำนาญถ้วนหน้าจะทำให้ลูกหลานเบาภาระลง 

๐ ธนพร วิจันทร์ ตัวแทนแรงงานกล่าวแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการปัดตกร่างกฎหมายประชาชนฉบับนี้และกล่าวว่า ขอประกาศว่า หากไม่ฟังเสียงประชาชน พวกเราจะมาชุมนุมกันทุกวันทุกเวลาที่พวกคุณอยู่ที่นี่ ถ้าวันนี้ยังไม่นำกฎหมายกลับไปทบทวนเราจะไม่ยอม จะกลับมาอีกครั้ง โดยไม่ใช่แค่เครือข่ายฯ แต่เป็นการรวมตัวของคนไม่มีอันจะกิน วันนี้พวกเราตกงาน เราไม่สามารถส่งเงินไปให้พ่อแม่เราที่อยู่บ้านนอกได้ หากพ่อแม่เราได้เงินบำนาญถ้วนหน้าจะช่วยเหลือได้ แต่กลับคว่ำกฎหมายนี้ 

ธนพรกล่าวต่อว่า งบประมาณที่จ่ายเงินแก่ผู้สูงอายุ ผู้ที่จะได้รับ 1,000 บาทจะต้องมีอายุ 90 ปี นี่หรือวิธีของการบริหารประเทศ นี่คือความเหลื่อมล้ำ กลุ่มนี้มีจำนวนหลายล้านคนใช้เงิน 8 หมื่นล้านบาท แต่ราชการมีจำนวนน้อยกว่ากลับใช้เงินถึง 3 แสนล้านบาท