#ม็อบ27พฤศจิกา : #27พฤศจิกาไปห้าแยกลาดพร้าว

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563
เวลา 16:00 - 22:45
สถานที่ ห้าแยกลาดพร้าว
จังหวัด กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์การชุมนุม

เรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ,ขับไล่รัฐบาล หรือบุคคลในรัฐบาล,ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

201-500

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

21-50

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

27 พฤศจิกายน 2563 คณะราษฎรนัดหมายชุมนุมที่ห้าแยกลาดพร้าวในธีม ‘ซ้อมต้านรัฐประหาร’ หลังจากช่วงที่ผ่านมามีข่าวลือการรัฐประหารในโซเชียลมีเดีย เวทีตั้งขึ้นหลังเวลานัดหมายเวลาประมาณ 17.00 น. ประชาชนทยอยมาร่วมจนแน่นเช่นเคย นอกจากเวทีใหญ่ยังมีจุดปราศรัยย่อยๆ และกิจกรรมย่อยในพื้นที่ชุมนุมอีกหลายจุด

“การรัฐประหารครั้งเดียวที่ยอมรับได้คือ อภิวัฒน์สยาม 2475 จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย” โฆษกกล่าวเปิดเวทีและระบุว่า ไทยมีการรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่ารวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง สำเร็จ 13 ครั้ง ไม่สำเร็จ 11 ครั้ง และทุกครั้งที่สำเร็จล้วนมีการรับรอง จึงขอคำมั่นสัญญากับประชาชนว่าจะไม่ยอมต่อการละเมิดสิทธิอีก จะต่อต้านทุกรูปแบบและไม่ยอมให้รัฐประหารบังเกิดขึ้นอีกในประเทศที่เรารักและหวงแหน

ลำดับเหตุการณ์

#ERROR! ___________

นักศึกษาคนหนึ่งปราศรัยว่า เมื่อความกลัวแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลจึงสร้างความกลัวแบบใหม่ เมื่อผู้คนต้องการความเท่าเทียมและอิสรภาพ พวกเขาก็เริ่มอ้างว่าหากไม่มีสถาบันจารีตบ้านเมืองจะเข้าสู่กลียุค เขาใช้ความกลัวนี้มาทำอะไรก็ได้ รวมทั้งการรัฐประหารซึ่งไม่ใช่สิ่งถูกต้อง เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 นักศึกษาถูกสังหารเพียงเพราะถูกกล่าวหาว่า ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ไม่ว่าจะมีความคิดแบบใด พวกเขาไม่ควรที่จะต้องถูกทำร้าย เหตุการณ์พฤษภาคม 2553 คนเสื้อแดงถูกสังหาร ข้ออ้างหนึ่งคือไม่จงรักภักดี สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่ฝ่ายขวาอ้างเพื่อใช้ความรุนแรง แต่อย่างไรก็ตามความกลัวเหล่านี้ไม่สามารถใช้ได้ผล เพราะประชาชนในวันนี้มีความกล้า กล้าพูด กล้าต่อสู้ กล้าถกเถียงกับระบอบโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม

“ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะใช้ความเกลียดชังและความกลัว แต่พวกเขาไม่มีทางชนะ เพราะพวกเรามีอิสรภาพทางความคิด ไม่ว่าจะปิดปาก ปิดสื่อ เขาไม่สามารถพรากอิสรภาพนี้ที่ติดตัวมาแต่เกิดได้ จงใช้มันมาต่อสู้ พวกเรามีสติปัญญา ไม่ว่าเขาจะพยายามยื้อและรักษาอำนาจ ขอให้เชื่อว่าพวกเขาไม่มีทางชนะ หากมีการรัฐประหาร ขอให้ทุกคนทวงคืนอำนาจ สร้างความหวังและสร้างประชาธิปไตย ไม่ใช่ด้วยความกลัวและความเกลียดชัง แต่ด้วยความหวังที่จะสร้างสังคมใหม่”

___________

มีผู้เปิดป้ายไฟว่า #สมรสเท่าเทียม แล้วมีการยื่นไมค์ให้ผู้ชุมนุมเพื่อให้มีส่วนร่วมอธิบายว่าเข้าใจวลีนี้ว่าอย่างไร หนึ่งในผู้ชุมนุมกล่าวว่า ทะเบียนสมรสไม่ใช่แค่ป้ายแขวนคอว่าเธอเป็นของฉัน แต่เป็นสิทธิทางกฎหมาย ซึ่งหากคู่สมรสเราถูกละเมิด เช่น ถูกรถชนเราก็จะไปฟ้องร้องได้ แต่ถ้าไม่ได้จดทะเบียนก็เรียกร้องไม่ได้ ผู้ชุมนุมอีกรายกล่าวว่า สมรสเท่าเทียมจะเปลี่ยนจาก ชาย-หญิง เป็น บุคคลกับบุคคล ส่วนประเด็นความห่วงกังวลว่าประชากรว่าจะไม่เพิ่มขึ้น มีความเห็นว่า อาจไม่ต้องห่วงเรื่องจำนวนเท่ากับมุ่งเน้นคุณภาพประชากรมากกว่า ผู้ปราศรัยอีกคนเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง กรณีครูคนหนึ่งเป็นคนข้ามเพศแต่คนรักป่วย คนรักก็ไม่ได้รับสวัสดิการเพราะไม่ได้สมรสกันตามกฎหมาย ดังนั้นควรเปลี่ยนเป็นบุคคลและบุคคลได้แล้ว
___________

ผู้ปราศรัยคนหนึ่งพูดประเด็นเรื่องอำนาจนิยมในโรงเรียน การลงโทษของครูผ่านการควบคุมทรงผมหรือลงโทษด้วยการตัดผม ซึ่งทำให้นักเรียนเสียความมั่นใจ และมีผู้ชุมนุมเสริมว่าเป็นการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
___________

มีการปราศรัยเรื่องการครอบงำทางวัฒนธรรม (cultural hegemony) โดยชนชั้นนำ เช่นการทำ propaganda, ทำให้เป็นสมมติเทพ วิธีแก้คือ ต้องสร้างให้ประชาชนมี critical thinking เริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ เช่นการตั้งคำถามว่าสิ่งที่เขาทำนั้น ดีที่สุดจริงหรือ ไม่ใช่ทำสิ่งใดก็มองว่าดี
___________

ผู้ปราศรัย 3 คนร่วมกันปราศรัยโดยสลับกันพูดเล่าถึงสถาบันกษัตริย์อังกฤษจากซีรีส์ The Crown ใน Netflix โดยชี้ว่าประชาชนควรจะพูดถึงสถาบันกษัตริย์ได้อย่างเสรี
___________

ผู้ปราศรัยคนหนึ่งถามว่า มีใครทราบว่า 10 ข้อเสนอให้ยกเลิกและให้แก้ไขของร่างรัฐธรรมนูญไอลอว์ มีอะไรบ้าง ผู้ชุมนุมช่วยกันตอบ หนึ่งในคำตอบที่อธิบายชัดเจนคือ เรื่องสสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง และเหตุที่รู้เรื่องนี้ดีก็เพราะไปร่วมลงชื่อด้วย นอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสมาชิกรัฐสภาที่ทำให้ร่างนี้ตกไป โดยผู้ปราศรัยระบุว่า หากจะเข้าไป “งดออกเสียง” ก็ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไรที่จะทำหน้าที่อยู่ในสภา “ พอคุณทำเป็นว่ายืนตรงกลาง ด้วยการงดออกเสียง คุณก็ไม่เป็นกลางแล้ว คุณไม่เลือกข้างประชาธิปไตย”
___________

ผู้ปราศรัยคนหนึ่งอธิบายรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศแพ้สงคราม โดยในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น หมวด 1 เป็นเรื่องจักรพรรดิ มาตรา 1 ระบุว่า พระจักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศญี่ปุ่นและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชนชาวญี่ปุ่น ฐานะดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเห็นพ้องของประชาชนชาวญี่ปุ่นซึ่งดำรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย มาตรา 3 ระบุว่าพระราชกรณียกิจทั้งปวงของพระจักรพรรดิที่เกี่ยวกับกิจการของรัฐจะต้องได้รับคำแนะนำและความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบต่อการนั้น

_______________

ผู้ปราศรัยคนหนึ่งกล่าวว่า ผมมาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อไรที่เขาประกาศกฎอัยการศึก เมื่อนั้นคือเขากำลังจะทำรัฐประหาร ขอให้ใส่ชุดกันฝนไว้ เพราะนั่นคือชุดนักรบของเราที่จะไปสู้กับตำรวจ ทหารที่มีอาวุธ ขอให้ทุกคนใส่ชุดกันฝนด้วยความภูมิใจ อาวุธที่เรามีก็แค่เป็ด 3 จังหวัดอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกมา 16 ปี ทหารมีอำนาจมากที่สุด เขาจับเราเข้าค่ายทหาร ขึ้นศาลทหาร ประชาชนที่นั่นมีประสบการณ์บอบช้ำมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าถ้ามีรัฐประหารเกิดขึ้น ข้อเรียกร้องจะไม่ใช่ 3 ข้อแน่นอน ถ้าใครเหนื่อย ขอให้พัก แล้วออกมาสู้กันใหม่
_______________

วงย่อยช่วงหนึ่งถกกันเรื่อง looting ผู้ชุมนุมคนหนึ่งมีความเห็นว่า ทางเดียวในการต่อสู้คือต้องเพิ่มแนวร่วมมวลชนเพื่อให้ไปสู่จุดที่เราสามารถอ้างได้ว่าเราเป็นเสียงข้างมากจริงๆ โดยต้องแสดงให้คนอื่นๆ เห็นมากขึ้นเรื่องปัญหาของสถาบัน ผู้ชุมนุมอีกรายกล่าวว่า หากมีรัฐประหารแล้วเกิด looting ต้องเข้าใจด้วยว่าคนที่เขาทำเพราะเขาได้รับผลกระทบและถูกกดทับจริงๆ เช่นผลกระทบทางเศรษฐกิจ อยากให้ทุกคนมองเห็นว่ามันคือความโกรธของเขา ไม่ใช่ผลักเขาว่าไม่ใช่พวกของเรา ดังนั้น ถ้ารัฐรุนแรงมา เราก็ต้องตอบโต้บ้าง นี่คือสันติวิธีที่สุดแล้วที่เราจะตอบโต้รัฐที่กระทำรุนแรงกับเรา ผู้ปราศรัยอีกคนหนึ่งเห็นว่า เราต้องช่วงชิงนิยามของคำว่า "สันติวิธี" ด้วย อีกรายหนึ่งเสริมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า มีญาติเป็นเสื้อแดงที่ถูกใช้ความรุนแรง เหตุที่คนไปเผาบางจุดก็เพราะว่าต้องเอาชีวิตรอด โกรธแค้น ไม่ได้เผาเพราะอยากจะเผา ผู้ชุมนุมรายนี้ยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่อักษะว่าเจ้าหน้าที่ถือ M16 มา พวกเขาไม่ได้ใช้สันติวิธีในการสลายการชุมนุมเลยแต่ใช้ความรุนแรงโดยตลอดแล้วไม่ต้องรับผิด ผู้ชุมนุมอีกสองรายแสดงความเห็นเรื่อง looting โดยรายแรกบอกว่าการใช้ความรุนแรงอาจจะไม่ใช่เรื่องผิดเสมอไปหากมีเหตุอันชอบธรรม เช่น การป้องกันตัว ซึ่งตนยังไม่เห็นถึงเหตุนั้นในช่วงระยะใกล้นี้ อีกรายหนึ่งแย้งว่า looting ไม่ใช่การแสดงออกโดยสันติวิธีโดยอ้างหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ อีกทั้งคนต่างจังหวัดก็ยังไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด หากผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง รัฐก็จะมีความชอบธรรมที่จะใช้ความรุนแรงตอบ ผู้ชุมนุมอีกรายบอกว่าตนเป็นเด็ก gen z ที่รู้สึกว่า looting ของกลุ่มคนเทียบไม่ได้เลยกับรัฐประหารที่เป็นความรุนแรงสูงสุดต่อคนทั้งหมด และย้ำว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับแค่รัฐบาล รัฐประหาร สถาบัน แต่เรากำลังต่อสู้กับนายทุนใหญ่ด้วยโดยเฉพาะทุนใหญ่ที่มีอาณาจักรธุรกิจหลากหลายเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันคนทั้งประเทศ พวกเขากำลังเอารัดเอาเปรียบผู้ค้ารายย่อย


///////////////////////////////////////////

+++คำสัมภาษณ์จากผู้เข้าร่วม+++

ในการชุมนุมซ้อมต้านรัฐประหารที่ห้าแยกลาดพร้าววันที่ 27 พฤศจิกายน 2563  ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมล้วนเคยเผชิญกับรัฐประหารมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง พวกเขาคิดอย่างไร ทำอะไรในเวลานั้น และในอนาคตคาดหวังว่าจะทำอะไรหากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก

๐ บังอร วัย 59 ปี

"ที่มาร่วมประท้วงรัฐประหารจริงๆ ก็ช่วงต้นปี 2551 หลังรัฐประหารไปแล้วออกมาชุมนุมเพราะรู้สึกว่าทหารมายึดอำนาจรัฐบาลนายกทักษิณที่ทำให้คนอยู่ดีกินดี อย่างมีโครงการหมู่บ้านละล้าน ป้าว่ามันอยุติธรรมเลยออกมา ส่วนวันที่ยึดอำนาจตอนปี 2557 ป้าอยู่หน้าเวทีที่ถนนอักษะ พอรู้ข่าวยึดอำนาจป้าก็ยังเต้นอยู่หน้าเวที จำได้ว่าไอ้ประยุทธ์หลอกพวกเราไปเจรจา หลอกแกนนำไปคุมตัวแล้วยึดอำนาจ ป้าอยู่หน้าเวที ตอนนั้นก็มีคนยิงเข้ามาด้านหลังเวที ป้ายังอยู่แม้แต่ตอนทหารขึ้นไปแย่งไมค์จากหมอเหวง (โตจิราการ) ป้าไม่ยอมออก แฟนป้าจะลากป้าออกมา ป้าก็ไม่ยอม หลังจากนั้นก็มีคนออกมาประท้วงรัฐประหาร ป้าก็ออกมาทุกวัน ตอนนี้ปีนี้ เป็นการชุมนุมของลูกๆ หลานๆ ป้ายิ่งต้องออกมา ถ้าสุดท้ายจะมีรัฐประหาร ป้าจะบอกให้พี่น้องมวลชนเอารถออกมาขวางรถไว้ทุกสี่แยกไฟแดง ถ้าพวกนั้นจะยิงจริงๆ มันก็คงต้องมีคนพลีชีพบ้างแหละ ไม่แน่อาจเป็นป้าก็ได้"

๐ โหน่ง อายุ 58 ปี

"ป้าเกิดสมัยจอมพลสฤษดิ์ รู้จักการรัฐประหารครั้งแรกคือปี 2534 แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจการเมืองเพราะต้องทำงาน ปี 2535 ป้าไปชุมนุมบ้างแต่ไปแบบฉาบฉวยยังไม่ค่อยอิน ป้าออกมาชุมนุมทีแรกปี 2549 นายกทักษิณบริหารอยู่ดีๆ เศรษฐกิจก็ดี ทำไมอยู่ๆ มีรัฐประหารไม่เข้าใจ ป้าเข้าใจว่าการรัฐประหารคือการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่เป็นพลเรือน ที่ประชาชนเลือกมา ทหารใช้กระบอกปืนยึดไป เลยออกมาชุมนุมต่อต้านช่วงปี 2550 ร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ แต่มาได้แปปเดียวหลังจากนั้นต้องไปทำงานเมืองนอกจนถึงปี 2552 แล้วถึงได้กลับมาลุยตั้งแต่ช่วงชุมนุมที่มัฆวาน ช่วงปี 2555 ป้าเริ่มออกมาชุมนุมบ่อยขึ้น จนได้ฉายา ‘โหน่ง ok นิติราษฎร’ พอมาถึงปี 2557 ตอนที่ทหารยึดอำนาจป้าไปที่อักษะ วันที่ทหารยึดอำนาจป้าพยายามจะเอามอไซค์เข้าไปแต่เข้าไม่ได้ เลยกลับมาบ้านจากนั้นถึงไปร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร ยังเคยไปชุมนุมเจอ บก.ฟ้าเดียวกันที่อนุสาวรีย์ชัยฯ แล้วคุณปุ๊ก็ถูกจับไปด้วย รัฐประหารมีแต่ผลเสียทำให้เศรษฐกิจแย่ งวดนี้จะรัฐประหารหรือไม่ก็ 50-50 ทางหนึ่งเพราะเขาเสพย์ติดอำนาจ แต่ต่อให้ไม่มีมันก็เหมือนมีเพราะเราก็อยู่ใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่แล้ว"

๐ สงคราม อายุ 62 ปี

"พี่รู้จักรัฐประหารครั้งแรกช่วงจอมพลถนอม กิตติขจร กับพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ตอนปี 2519 ตอนนั้นพี่เข้าใจว่าทหารเขาต้องยึดอำนาจเพราะคนมันโกงกินกันเยอะ แต่มาเข้าใจว่าการยึดอำนาจไม่ใช่คำตอบก็ช่วงปี 34 - 35 ตอนนั้นตามมหาจำลองอยู่ ตอนที่เขาสลายชุมนุมพี่ก็อยู่ตรงวัดสุทัศน์ พอยิงกันก็วิ่งกันจ้าละหวั่นแล้ว ตอนปี 49 พอมียึดอำนาจพี่ก็มาชุมนุมกับกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่ม นปก แต่ตอนนั้นทหารก็ไม่ได้มาไล่หรือมาจับพวกเรา ส่วนรัฐประหารปี 57 พี่ไปชุมนุมบ้างกลับมาบ้านบ้าง ตอนมันยึดอำนาจกำลังจะไปอักษะเลยได้กลับมานั่งดูข่าวอยู่บ้าน ถ้ามันจะมียึดอำนาจอีกครั้งก็คงทำอะไรไม่ได้หรอก คงดูโทรทัศน์ตามข่าวไป เราไม่ได้มีอาวุธอะไรไปสู้เขาได้ แต่จริงๆ ใจอยากให้พวกเราต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ ให้ใส่แดงกันทั้งแผ่นดินนั่นคือสัญลักษณ์ว่ากูไม่เอารัฐประหาร"

๐ บัว นักเรียนชั้น ม. 6

"หนูได้ยินเรื่องการรัฐประหารครั้งแรกตอนปี 2557 ตอนนั้นอยู่ชั้นป.6 กำลังจะขึ้นม1 ตอนนั้นเข้าใจว่ามันคือการยึดอำนาจของทหารจากรัฐบาลชุดก่อน ไม่ได้รู้สึกอะไร ใครจะมายึดอำนาจก็ได้ เราก็ยังใช้ชีวิตปกติธรรมดาไป หนูมาเริ่มรู้สึกว่าการรัฐประหารมันไม่โอเคก็ช่วงปีสองปีนี้แหละ เพราะมันพิสูจน์แล้วว่าการรัฐประหารปี 57 ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย เศรษฐกิจก็แย่ ที่ออกมาวันนี้หนูไม่กลัวนะ เพราะเราเป็นประชาชน เราแค่อยากใช้เสรีภาพของเรา เราไม่พอใจก็อยากแสดงออก ถ้าวันนี้พรุ่งนี้มีการยึดอำนาจหนูคงหยุดเรียนประท้วง ต่อให้ประกาศกฎอัยการศึก การหยุดเรียนประท้วงก็เป็นสิ่งที่ทำได้ ถามว่ามีหวังกับประเทศนี้ไหมก็ไม่ค่อยมีแล้ว แต่ที่ออกมาเพราะอย่างน้อยก็ออกมาสู้ ได้บอกว่าไม่โอเคกับตรงนี้ ถ้ามันจะไม่ชนะอย่างน้อยหนูก็ภูมิใจว่าหนูได้ออกมาแล้ว ดีกว่านั่งเฉยๆ อยู่ที่บ้าน"

๐ แม่ช้อย จากขอนแก่น

"แคมเปญนี้คือแคมเปญซ้อมต้านรัฐประหาร ป้ายผ้านี้เราเอามาวางให้มวลชนเขียนข้อความในแบบของเขาว่าหากมีการรัฐประหาร พวกเขาจะต่อต้านยังไง ที่เรามาจัดกิจกรรมวันนี้เพราะเราอยากซักซ้อมกับมวลชนว่าหากเกิดการรัฐประหารต้องทำอะไรอย่างไร ตัวเองมองว่ามันก็ยังมีโอกาสเกิดรัฐประหารในช่วงนี้ 50-50 นะ เพราะแม้เราชุมนุมอย่างสงบสันติก็ยังฉีดน้ำแรงดันสูงใส่พวกเรา มันมีความพยายมปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมตอบโต้ด้วยความรุนแรงเพื่อที่เขาจะได้อ้างเหตุไปทำรัฐประหาร

ตอนปี 2557 ถึงจะอายุแค่ 15 ปี แต่ถ้ามีการรัฐประหารผลเสียของมันจะกระทบประชาชนโดยไม่แบ่งแยกอายุ เยาวชนเองก็ได้รับผลกระทบ การที่เยาวชนจะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการรัฐประหารมันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ"

๐ แปป อายุ 27 ปี 

"ผมรู้จักการรัฐประหารครั้งแรกช่วงปี 2549 ตอนนั้นอยู่ชั้นประถม ก็หยุดเรียนแบบงงๆ สำหรับผมการรัฐประหารมันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เพราะมันคือการไม่ยอมปล่อยให้การเมืองเติบโต แบบอะไรนิดอะไรหน่อยคุณก็จะล้มกระดานอย่างเดียว คนมันก็ไม่รู้จักโตเพราะล้มกันเรื่อยไป ถ้ามันจะมียึดอำนาจอีกครั้ง ผมคิดว่าที่เราพอจะทำได้ก็คือการไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐ ผมไม่ได้อยากให้คุณไปเสี่ยงอะไร ถึงขั้นต้องไปปาระเบิดขวด แต่คุณทำเท่าที่ทำได้เช่นไม่ให้ความร่วมมือหรือทำตามคำสั่งคณะรัฐประหาร ที่สำคัญคือช่วยๆ กันยืนยันว่าไอ้การรัฐประหารเนี่ยคือคุณเป็นกบฏนะ" 

///////////////////////////////////////////

+++การบังคับใช้กฎหมายของตำรวจ+++

เวลาประมาณ 16.20 น. พ.ต.อ. อรรถวุฒิ นิวาตโสภณ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ได้อ่านประกาศคำสั่งให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมภายในเวลา 16.30 น. เนื่องจากเป็นการชุมนุมที่ไม่ได้แจ้งขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จึงถือว่าเป็นการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่กิจกรรมยังคงดำเนินไป ผู้ชุมนุมนุมโดยประมาณไม่ต่ำกว่า 500 คน กิจกรรมดำเนินไปด้วยความสงบและยุติลงเวลาประมาณ 22.45 น.


28 พฤศจิกายน 2563 

13.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลและพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวถึงการชุมนุม 

พล.ต.ต. ปิยะ กล่าวย้อนถึงการชุมนุมที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าวเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้ยื่นชุมนุมตามกฎหมายและผู้กำกับสน.พหลโยธินได้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งแล้ว วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2563 มีการชุมนุมที่ห้างอิมพีเรียลสำโรงและมีการเชิญชวนให้เคลื่อนตัวไปที่แยกบางนา จากการตรวจสอบสภ.สำโรงเหนือและสน.บางนา สถานีตำรวจท้องที่ผู้จัดยังไม่ได้มีการยื่นชุมนุมตามกฎหมายแต่อย่างใด

และในวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563 มีการนัดหมายที่บริเวณหน้าห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว ท้องที่สน.โชคชัย ขณะนี้ยังไม่มีการยื่นชุมนุมแต่อย่างใด บช.น.จัดเตรียมกำลังตามความเหมาะสม

พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า "ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมากลุ่มที่มีความเห็นต่างกับรัฐบาลไม่ได้มีการชี้แจง ไม่ได้มีการแจ้งการชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตามที่กฎหมายได้กำหนด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีความจำเป็นที่จะต้องบังคับใช้กฎหมาย แต่ท่านจะเห็นอยู่แล้วว่า ถ้าไม่มีการแจ้งการชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบในท้องที่จะต้องดำเนินการประกาศว่า การชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยุติการชุมนุม...ส่วนตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้ปฏิบัติตามกฎหมายตามได้ให้อำนาจเอาไว้ ส่วนการดำเนินการ ดำเนินคดีก็เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คงไม่มีการดำเนินการสองมาตรฐาน...

...การแจ้งการชุมนุมถือว่า เป็นจุดแรกที่ผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในเรื่องของการวางกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้น เจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นไม่ได้ห้ามการชุมนุม แต่อยากจะให้เป็นการชุมนุมที่สงบเรียบร้อย ปราศจากอาวุธ และก็ดำเนินการเรียกร้องอะไรก็แล้วแต่ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเหมือนกัน ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง...

ภาพที่เกิดขึ้นที่ดีคือ ผู้ชุมนุมแจ้งการชุมนุมเจ้าหน้าที่ตำรวจจะช่วยกัน ปฏิบัติงานร่วมกับผู้ชุมนุม กลุ่มแกนนำ...เพื่อให้การชุมนุมลุล่วงไปตามวัตถุประสงค์ ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย... "