#อีสานลั่นกลองรบ

วันที่2563-10-04

เวลา16:00

สถานที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม

วัตถุประสงค์การชุมนุม

เพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีและส.ว.ลาออกจากตำแหน่ง, ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยมีประชาชนเป็นผู้ร่างและปฎิรูปสถาบันกษัตริย์ ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

501-1,000

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

201 - 500

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

4 ตุลาคม 2563 เวลา 16.00 น. ที่สนามฟ้า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แนวร่วมนิสิตมมส. จัดชุมนุมอีสานลั่นกลองรบ ก่อนหน้ากิจกรรมมีการเผยแพร่เอกสารคำสั่งของผู้บังคับการภูธรจังหวัดมหาสารคาม เกี่ยวกับการรับมือการชุมนุม โดยสั่งให้ตั้งจุดสกัดเพื่อคัดกรองสิ่งผิดกฎหมาย มุ่งไปที่แผ่นป้ายจาบจ้างสถาบันของผู้ชุมนุมตามเส้นทางที่จะมุ่งหน้ายังที่จัดชุมนุม   นอกจากนี้ตำรวจยังตรวจยึดหนังสือปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหาและหนังสือรวมบทกวีเยาวชนปลดแอก

ลำดับเหตุการณ์

เวลา 9.20 น. ตำรวจเริ่มเข้าประจำการในพื้นที่ จากนั้นเวลาประมาณ 11.00 น. ตำรวจยึดหนังสือเรื่องปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหาของอานนท์ นำภา และหนังสือรวมบทกวีเยาวชนปลดแอก ต่อมาเวลา 14.00 น.ยังมีการนำแผงเหล็กและรถมากั้นทางเข้าออกพื้นที่ชุมนุม ทั้งยังมีรายงานด้วยว่า ตำรวจไปดักรอนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม แต่ไม่แน่ชัดว่า ได้ตรวจยึดหรือกระทำการอื่นใดหรือไม่

เวลา 16.00 น. เริ่มกิจกรรม มีทางเข้าสนามฟ้าเพียงทางเดียวเท่านั้น โดยจะต้องเดินผ่านประตูตรวจจับโลหะของตำรวจ แต่ไม่มีผู้เฝ้าจริงจังนัก มีกล้องวงจรปิด และมีอาสาสมัครคอยวัดไข้ เวลา 18.55 น. มีการเจรจากับระหว่างตำรวจและการ์ดหน้าประตูทางเข้า โดยแกนนำขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เฝ้าบริเวณทางเข้าประมาณ 20 นายออกไปจากบริเวณดังกล่าว ตำรวจล่าถอยออกไป

เวลา 19.30 น.  เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ ประมาณ 50-60 นายพยายามนำกำลังเข้ามาบริเวณประตูทางเข้างานอีกครั้ง แกนนำและการ์ดเข้าเจรจาขอให้เจ้าหน้าที่นำกำลังออก ให้ไปอยู่บริเวณด้านนอกของสถานที่จัดงาน  การเจรจาไม่เป็นผล การ์ดจึงร่วมกันดันเจ้าหน้าที่ออกไปจากบริเวณประตูทางเข้า ผลักดันกันไม่นาน สถานการณ์สงบตำรวจกระจายตัวบริเวณทางเข้า

นอกจากนี้ยังมีการขอให้ปลดป้ายภาพจัสติน บีเบอร์ออกจากซุ้มกิจกรรม แต่ผู้จัดกิจกรรมยืนยันจะไม่ปลดภาพ ระหว่างงานมีตัวแทนผลัดเปลี่ยนกันปราศรัยเช่น ภาณุพงษ์ หรือไนซ์ ดาวดินและอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน

++ทวงคืนอนาคต ทรัพยากรธรรมชาติด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่++

ภาณุพงษ์ หรือไนซ์ ดาวดิน กล่าวว่า หลายครั้งที่ลงไปในพื้นที่ต่างๆตามชนบท สิ่งที่เจอคือ มหากาพย์แห่งน้ำตาลเลือด ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 หลังจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชายึดอำนาจออกนโยบายสานพลังประชารัฐ เนื้อหาหลักคือการปล้นชิงทรัพยากรธรรมชาติของพี่น้องภาคอีสาน โครงการดังกล่าวจะทำให้คนอีสานเป็นแค่แรงงาน จะมีการตั้งโรงงานน้ำตาลและโรงงานไฟฟ้าชีวมวล 29 โรงงานทั่วภาคอีสาน โดยตั้งข้อสังเกตว่า นายทุนของโรงงานน้ำตาลเกี่ยวพันกับโต๊ะจีนพลังประชารัฐ

ซ้ำร้ายโครงการเหล่านี้ยังถูกบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ยอมให้ประชาชนในภาคอีสานมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ยังผูกพันการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

++ยืนยันกรอบการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์++

อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ไม่คิดว่า การต่อสู้ของประชาชนจะยกระดับมาอย่างรวดเร็วถึงวันที่เราสามารถพูดปัญหาของสถาบันกษัตริย์ได้อย่างตรงไปตรงมา เมื่อครั้งมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ พี่น้องนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศชุมนุมในมหาวิทยาลัย ไม่มีใครชูป้ายด่าศาลรัฐธรรมนูญที่ยุบพรรคอนาคตใหม่ แต่เป็นป้ายที่วิจารณ์บทบาทของสถาบันกษัตริย์อย่างอ้อมๆ ไม่มีทางแปรความหมายเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากว่า กำลังตั้งคำถามถึงสถาบันกษัตริย์ 

นักศึกษาหลายคนที่ตั้งต้นชุมนุมในวันนั้นถูกข่มขู่คุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่นักศึกษายังคงชุมนุม จนกระทั่งเจอปัญหาโควิด 19 และกลับมาชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ที่ถนนราชดำเนิน ป้ายและข้อความเป็นการกล่าวถึงปัญหาของสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา นำไปสู่การคุกคามขนานใหญ่ มีการแยกส่วนระหว่างนักศึกษากับคนเสื้อแดง จนกระทั่งมีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวขอโทษคนเสื้อแดงอย่างเป็นทางการ ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แต่การต่อสู้ยังไม่จบเพราะประชาชนยังไม่ได้เอ่ยปัญหาสถาบันกษัตริย์อย่างเป็นทางการ นำไปสู่การชุมนุมเสกคาถาปกป้องประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 และท้ายสุดเป็นจบที่งานธรรมศาสตร์จะไม่ทนวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เป็นโจทย์ชิ้นใหญ่ให้พวกศักดินาที่พยายามจะลดทอนการต่อสู้เหลือเพียงการไล่พลเอกประยุทธ์ออกไปและให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมโจมตีว่า นิสิตนักศึกษาจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ เราขอเรียนว่า ประชาชนมีกรอบในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และวันนี้ยังยืนยันกรอบดังกล่าว 

อานนท์กล่าวเปรียบการต่อสู้ครั้งนี้ว่า ถ้าเรามีบ้าน หลังคารั่ว ฝนตกเมื่อใดน้ำท่วมประตูก็บวม วันนี้อนุรักษ์นิยมบอกว่า ยังไม่ต้องซ่อมหลังคาแต่เปลี่ยนประตูไปก่อน ปัญหามันยังไม่หายไป พวกเขาส่งคนมาลดเพดานการต่อสู้ว่า อย่าเพิ่งขึ้นไปซ่อมหลังคา ตกลงมามันจะบาดเจ็บ เขาเคยขึ้นมาแล้ว แต่ขาของพวกคุณ มือของพวกคุณที่ปีนในวันนั้นมันไม่แข็งแรงเท่าคนรุ่นใหม่ในวันนี้เพราะคนรุ่นใหม่เขาเรียนรู้การต่อสู้ในอดีตมาแล้ว