19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร

วันที่2563-09-19

เวลา8:00

สถานที่จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จ.กรุงเทพมหานคร ไปยัง สนามหลวง จ.กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์การชุมนุม

เรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ,ขับไล่รัฐบาล หรือบุคคลในรัฐบาล,ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

ไม่ต่ำกว่า 50000

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

1,000-5,000

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

19 กันยายน 2563 แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดการชุมนุม “19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร” ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์และสนามหลวง โดยปักหลักข้ามคืนจนถึงเช้าวันที่ 20 กันยายน 2563 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

กิจกรรมนัดหมายเวลา 14.00 น. แต่เริ่มมีการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมตั้งแต่ 8.00 น. ผู้ชุมนุมรวมกลุ่มปราศรัยรอมวลชนบริเวณหน้าประตูมธ. ด้านสนามหลวง ซึ่งถูกล็อกตั้งแต่คืนก่อนหน้า ต่อมาในช่วงบ่ายแกนนำสามารถพามวลชนฝ่าประตูเข้าไปปักหลักในสนามฟุตบอลของมธ.ได้ และมีการปราศรัย จากนั้นแกนนำนำรถบรรทุกอีกคันหนึ่งเข้าไปในสนามหลวงและตั้งเวทีปราศรัยตลอดตั้งแต่บ่ายจนเช้ามืดของวันที่ 20 ก.ย. 

เช้าวันที่ 20 ก.ย. แกนนำทำพิธีฝังหมุด พิมพ์ลายมีข้อความส่วนหนึ่งว่า “#ประเทศนี้เป็นของราษฎรไม่ใช่สมบัติของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง”จากนั้นตั้งขบวนบริเวณถนนหน้าศาลฎีกาเพื่อเดินทางไปยื่นข้อเรียกร้องต่อประธานองคมนตรีที่พระบรมมหาราชวัง แต่ถูกตำรวจสกัดกั้น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเข้าเจรจาและเป็นตัวแทนรับหนังสือ  แกนนำประกาศชัยชนะ พร้อมลั่นวาจาว่าจะรวมตัวอีกครั้งวันที่ 24 ก.ย.นี้ บริเวณรัฐสภาเพื่อกดดันการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา แกนนำประกาศยุติการชุมนุมเวลา 9.30 น.  

ในช่วงที่แกนนำพยายามเข้าใช้พื้นที่สนามหลวง ตำรวจอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ สั่งให้ยุติการชุมนุมภายในหนึ่งชั่วโมง แต่ไม่เป็นผล จึงยื่นคำร้องไต่สวนต่อศาลแพ่ง แต่ศาลแพ่งปฏิเสธที่จะพิจารณาทันทีเนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ นอกจากนี้ ตำรวจควบคุมฝูงชนพร้อมอุปกรณ์สลายการชุมนุม ได้แก่ รถฉีดน้ำ 30 คัน และรถยิงแก๊สน้ำตาหนึ่งคัน ประจำการในสนามหลวงเพื่อคุ้มครองพื้นที่รัศมี 150 เมตรจากพระบรมมหาราชวัง

ลำดับเหตุการณ์

ช่วง 1

บรรยากาศบริเวณรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง เวลาประมาณ 7.00-10.00 น.สายฝนยังคงพรำตลอดเวลา
มธ.ปิดประตูทางเข้าออกไม่ให้บุคคลภายนอก เจ้าหน้าที่ตำรวจวางจุดคัดกรองความปลอดภัยและวางกำลังโดยรอบ มธ. ผู้ชุมนุมหลักร้อยเริ่มรวมกลุ่มกันหน้ามธ. ด้านสนามหลวง

มีรายละเอียดตามลำดับเวลา ดังนี้

-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปิดทางเข้าออกทุกจุด 
-เจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบทยอยประจำการในพื้นที่ตั้งแต่เช้าตรู่ เจ้าหน้าที่จำนวนมากอยู่ในโรงละครแห่งชาติ โดยใช้ผ้าพันคอสีฟ้า เทา น้ำตาล ส่วนเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบกระจายตัวอยู่หลายจุดทั้งถนนหน้าพระลาน ม.ศิลปากร ท่าพระจันทร์ ท่าพระอาทิตย์ ใกล้พระบรมมหาราชวัง ฯลฯ มีรถกระบะของเจ้าหน้าที่รวมถึงรถเก็บกู้ระเบิดกระจายจอดในหลายจุด 
-ที่ลานคนเมือง หน้าศาลากรุงเทพมหานคร มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทยอยสมทบกำลังที่นั่น ณ 

เวลา 8.50 น.มีอยู่ราว 200 นาย โดยตำรวจมีผ้าพันคอ 2 สีคือ สีเขียวและสีชมพู(บานเย็น) ต่อมารถตำรวจและเต็นท์ที่กางไว้ทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายลงไปยังที่จอดรถใต้ดินใต้ลานคนเมือง ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์จำนวนเจ้าหน้าที่ต่อไปได้ 


- เจ้าหน้าที่ติดตั้งเต็นท์คัดกรองไม่น้อยกว่า 7 แห่ง โดยมีเครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่านและเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายเตรียมพร้อม และที่เครื่องตรวจจับโลหะนั้นมีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดติดอยู่ด้านบนด้วย 
(ประตูมธ. 4 แห่ง ประตูสนามหลวง 2 แห่ง และ ตรงข้ามวัดพระแก้ว 1 แห่ง)

-สนามหลวงยังเปิดทางเดินตรงกลางให้ผู้คนสัญจร ตัดจากฝั่งมธ.ไปยังฝั่งศาลฎีกา แต่มีรั้วกั้นด้านข้างทั้งสองด้าน 

-ขณะที่เต็นท์ต่างๆ ทยอยติดตั้งตั้งแต่วานเย็น เช้านี้ผู้ให้การสนับสนุนอาหารและความช่วยเหลือทางการแพทย์เริ่มเข้าพื้นที่แล้ว

- ตั้งแต่ราว 8.00 น.มีรายงานงานว่า มวลชนเสื้อแดงปรากฏกายอยู่บริเวณสนามหลวงแล้วกว่า 200 คน สอบถามได้ความว่าร่วมเดินทางโดยรถบัสมาจากต่างจังหวัด ขณะนี้ปักหลักที่หน้ามธ. นอกจากนั้นยังนำธงสีแดงขนาดใหญ่ติดตัวมาด้วย บนธงมีรูปเสธ.แดง ตัวแทนกลุ่มคนหนึ่งกล่าวว่าธงดังกล่าวมีรายชื่อของพี่น้องเสื้อแดงที่เสียชีวิตระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมา

- ราว 9.00 น. ผู้ชุมนุมบริเวณหน้า มธ. ร่วมตะโกน "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" ก่อนกล่าวว่าเสื้อแดงยังไม่ตาย วันนี้ไม่มีอะไรจะสู้นอกจากสู้เผด็จการ อีกคนหนึ่งกล่าวว่า "วันนี้เราในฐานะผู้สูงอายุจะเป็นเกราะป้องกันให้นักศึกษา พวกเราพร้อมแล้วที่จะสู้เคียงข้างคนรุ่นใหม่"

-ราว 9.30 น.ผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งเริ่มติดตั้งป้ายไวนิลสกรีนรูปภาพจำนวน 40 ภาพที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมืองในปัจจุบันที่ริมรั้ว มธ.ด้านหน้าหอประชุมใหญ่ เช่น รูปของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เเอมมี่ เดอะบอททอมบลูส์ ปวิน ชัชวาลย์พงศ์พันธ์ รูปคนใส่เสื้อทรงท็อปคร็อป รูปนักเขียนหันปืนเข้าหานักเรียน เป็นต้น 

- 9.47 น. ตำรวจควบคุมฝูงชนในเครื่องแบบไม่น้อยกว่า 100 นาย เคลื่อนกำลังออกจากโรงละครแห่งชาติไปยังพื้นที่สนามหลวงบริเวณฝั่งตรงข้าม มธ.

ช่วง 2

บรรยากาศบริเวณรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง เวลาประมาณ 10.00-12.00 น. 

อุณหภูมิของสถานการณ์เริ่มระอุขึ้น ช่วงสายคนเริ่มทยอยเดินทางมายังสนามหลวงมากขึ้น จนท.ยึดหนังสือที่นักศึกษาเตรียมแจก อ้างเป็นการปลุกปั่นให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการสกัดรถเครื่องเสียงแต่สุดท้ายยอมปล่อย ประชาชนพังรั้วเข้าธรรมศาสตร์จนได้ รถหกล้อกลายร่างเป็นเวทีปราศรัยที่สนามฟตุบอล

ผู้สังเกตการณ์รายงานตามจุดต่างๆ ดังนี้ 

- คนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดที่มากันเป็นกลุ่มเริ่มปักหลักปราศรัยเป็นกลุ่มย่อย ๆ เช่น กลุ่มที่มาจากอุบลราชธานี มหาสารคาม เป็นต้น โดยพวกเขาระบุว่าจะค้างคืนอย่างแน่นอน การปราศรัยกล่าวถึงโครงการบัตรประชารัฐที่เกิดความไม่โปร่งใสระหว่างดำเนินการ การบริหารควบอำนาจของประยุทธ์และประวิตร รวมถึงการปัดความรับผิดชอบของประยุทธ์ต่อกรณีเหมืองทองอัครา ฯลฯ

-10.00 น. ผู้ดูแลพื้นที่ของฝ่ายผู้ชุมนุม นำโดย โตโต้ ปิยะรัฐ จงเทพ เริ่มเข้ามาตั้งเต๊นท์เตรียมความพร้อมดูแลความเรียบร้อยและแจกน้ำดื่ม พวกเขาติดปลอกแขน We Volunteer สีเขียวสะท้อนแสงเป็นสัญลักษณ์ 

-10.55 น. บริเวณหน้ามธ. ด้านสนามหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถเข้ามาประกาศชี้แจงแก่ผู้ชุมนุมว่า ยังไม่ได้แจ้งการชุมนุม ขอให้ยุติเสียหรือไม่ก็ไปแจ้งการชุมนุมให้เรียบร้อย ขณะที่มวลชนบางส่วนเข้ารุมตะโกนใส่เจ้าหน้าที่ว่า “ออกไป” สถานการณ์ปั่นป่วนเล็กน้อย ผู้ชุมนุมอีกส่วนพยายามห้ามปรามและเชิญชวนให้ผู้ที่โกรธตำรวจไปฟังปราศรัยต่อ

-11.30 น. ด้านเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ฝั่งธนบุรี ตำรวจตั้งด่านสกัดรถบรรทุกอย่างน้อย 6 คันที่จะนำไปติดตั้งเวทีในที่ชุมนุม คนขับรถและทีมงานเข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่พักใหญ่ โดยระบุว่าการสกัดแบบนี้คือการคุกคามประชาชนและถ้าเจรจายาวกว่านี้จะจัดเวทีไม่ทัน

ขณะที่มวลชนมากกว่า 200 คนก็พากันเดินจากสนามหลวงข้ามสะพานปิ่นเกล้าเพื่อไป "ทวงคืน" รถเครื่องเสียง การจราจรฝั่งขาเข้าก็เริ่มติดขัดหนัก 

-11.50 น. โตโต้ ปิยะรัฐ จงเทพ เข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่และตำรวจยอมปล่อยรถบรรทุกทั้ง 6 คัน โดยจะขับรถตำรวจตามรถเครื่องเสียง/เครื่องปั่นไฟทุกคันข้ามไปยังพื้นที่สนามหลวงด้วย อย่างไรก็ตาม มีขนเครื่องปั่นไฟคันหนึ่งถูกปล่อยยางลม โตโต้เข้าพูดคุยกับเจ้าของรถย้ำว่าไม่ต้องติดต่อช่าง ตำรวจจะต้องรับผิดชอบหาคนมาเปลี่ยนยางให้เท่านั้น ไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้เจาะหรือปล่อยลมยาง

-ขณะที่ฝั่งสนามหลวง ประชาชนเริ่มเขย่ารั้วและปีนรั้ว มธ. บ้างต่อว่า กระทั่งด่าทอ ทำนองว่าธรรมศาสตร์เป็นของประชาชน ทำไมประชาชนจะใช้ธรรมศาสตร์ไม่ได้ และเรียกร้องให้เปิดประตู 
ขณะที่รุ้ง ปนัสยา และไมค์ ภาณุพงศ์ พยายามบอกให้ประชาชนใจเย็นและขอเวลาเจรจา หากเจรจาไม่เป็นผลถึงจะผลักดันเข้าไป ด้านมวลชนยังคงตะโกนว่า "อย่าเป็นขี้ข้าเผด็จการ ธรรมศาสตร์เป็นของประชาชน" และเตรียมพังประตูเข้าไป ส่วนเจ้าหน้าที่ มธ.พยายามเจรจาให้ผู้ชุมนุมสงบลงอย่างสุภาพ มองเข้าไปด้านในมหาวิทยาลัยพบว่า มีชายหลายคนถ่ายภาพเหตุการณ์ตลอดเวลา

-ประมาณเที่ยงตรง ประตูทางเข้าดังกล่าวก็เปิดออก คลื่นประชาชนหลั่งทะลักเข้าไปในบริเวณมหาวิทยาลัย โดยมีคนบาดเจ็บ 2 คน  จากช่วงชุลมุนเปิดประตูใหญ่และนำตัวไปที่รถพยาบาลอาสาของฝั่งผู้ชุมนุม หนึ่งในนั้นคือผู้ชุมนุมที่ยืนอยู่ติดกับประตู กระดูกนิ้วก้อยที่มือข้างหนึ่งของเขาแตกจนเสียนิ้วก้อยข้างนั้น

ผู้สังเกตการณ์รายงานสถานการณ์ช่วงนั้นว่า ผู้ชุมนุมเล่าว่าเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเปิดประตูเล็กให้ผู้ชุมนุมเข้ามา ขณะที่เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยชี้แจงว่า ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ไขกุญแจเปิดประตูให้ แต่ผู้ชุมนุมเขย่าจนประตูพังเข้ามาเอง ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกของผู้สังเกตการณ์อีกคนหนึ่งว่า ผู้ชุมนุมดันประตูใหญ่จนกระทั่งแม่กุญแจหลุดและเป็นผลให้เปิดประตูเข้าไปได้

จากนั้นผู้ชุมนุมกระจายตัวรอบพื้นที่หลบฝนที่ตกลงมาปรอยๆ (ห้องน้ำที่ตึกกิจการเปิดให้บริการ) ขณะที่รถหกล้อจอดอยู่ที่สนามบอลและมีคนทยอยขึ้นปราศรัย รวมถึงมีพระขึ้นรถหกล้อสวดอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตที่ผ่านมา

ขณะที่ผู้ชุมนุมกำลังเตรียมความพร้อมในพื้นที่ชุมนุม มีความเคลื่อนไหวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและการคุกคามหนึ่งในผู้จัดชุมนุมในที่พักอาศัย โดยมีรายละเอียด ดังนี้

-10.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการแถลงข่าว ระบุว่า ใช้กำลังตำรวจ ประมาณ 10,000 กว่าคน ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด โดยนายกฯ ได้มอบนโยบายให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักกฎหมายและอดทนอดกลั้น ยืนยันจะใช้หลักนิติศาสตร์ผสมหลักรัฐศาสตร์โดยไม่มีการใช้กำลังแต่อย่างใด ปัจจุบันใช้ "แผนชุมนุม 63" แบ่งการดูแลเป็น 3 โซนหลักคือ 1. มธ.-สนามหลวง 2.ถนนราชดำเนินกลาง สะพานผ่านพิภพลีลาถึงแยก จปร. 3.ถนนราชดำเนินกลาง แยก จปร.ถึงสะพานมัฆวาน ถนนราชดำเนินนอก 

-ไม่ทันจบแถลงข่าวที่ สตช. ประมาณ 10.40 น เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ โพสต์เฟซบุ๊กไลฟ์แสดงภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าบ้านพักของตน ในหมู่บ้านนวลตอง จังหวัดปทุมธานี เพื่อยึดหนังสือที่ผู้จัดเตรียมไปแจกในที่ชุมนุม นักศึกษาที่อยู่ที่นั่นแจ้งว่า จำต้องยอมให้ตำรวจยึดหนังสือเพราะกำลังเจ้าหน้าที่มาเยอะมากแทบจะปิดทั้งซอย 

เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า จะยึดหนังสือไปทำการตรวจสอบว่าผิดกฎหมาย เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองหรือไม่ หากขัดขวางไม่ให้ยึดเท่ากับขัดขวางเจ้าพนักงาน อย่างไรก็ตาม มีการเจรจากันนานหลายสิบนาที เจ้าหน้าที่ตัดสินใจจะเคลื่อนย้ายรถหกล้อแต่นักศึกษาไปนั่งขวางไว้ ท้ายที่สุดจึงใช้วิธีขนหนังสือลงจากรถบรรทุกหกล้อ นำไปใส่รถเจ้าหน้าที่เพื่อเดินทางไป สภ.คลองหลวง ทางนักศึกษาแจ้งว่าตำรวจไม่มีหมายค้น แต่อ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 93 


ช่วง 3

หลังเที่ยง ผู้ชุมนุมปลดล็อคประตูของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งด้านสนามหลวงและท่าพระจันทร์ได้แล้ว รถหกล้อปักหลักกลางสนามฟุตบอลแปลงเป็นเวทีปราศรัยวิพากษ์รัฐบาลประยุทธ์และสถาบันพระมหากษัตริย์ รถบรรทุกอีกคันเข้ายึดสนามหลวงพร้อมมวลชนกว่าหกพัน เปิดเวทีปราศรัยบนรถอีกจุด ตามมาด้วยรถหกล้อจากในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาสมทบ มวลชนประจันหน้าตำรวจนับร้อยพร้อมรถฉีดน้ำสำหรับสลายการชุมนุม ตำรวจเตือนให้ยุติชุมนุมเหตุผิดกฎหมาย ผู้ชุมนุมส่งเสียงโห่ ยืนกรานชุมนุมต่อ

-        13.40 น. ผู้ชุมนุมใช้คีมเหล็กตัดกุญแจประตูฝั่งถนนพระจันทร์และเปิดประตูเปิดให้ประชาชนไหลเข้าไปในมธ. ได้สำเร็จ
 
-        หลังผู้ชุมนุมสามารถเข้าตั้งเวทีปราศรัยในสนามฟุตบอลของมธ. ได้สำเร็จ  ทำให้ขณะนี้มีเวทีชุมนุมเกิดขึ้นพร้อมกันสองจุด ซึ่งอีกจุดหนึ่งอยู่บริเวณหน้าประตูทางเข้ามธ. ด้านสนามหลวง ณเวลานี้มีผู้ชุมนุมกว่าพันคนแล้ว

-        ผู้สังเกตการณ์นำคำปราศรัยบางช่วงบางตอนมานำเสนอ ดังนี้

o        สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรม อดีตบก.นิตยสาร Voice of Taksin ซึ่งถูกจำคุกราว 7 ปีจากคดี 112 กล่าวถึงการร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งยกร่างเพื่อให้นายกฯ สามารถสืบทอดอำนาจได้ รวมไปถึงวิจารณ์รัฐบาลและนโนบายที่ทำให้คนจนลง แน่นอน ข้อเรียกร้องหนึ่งของเขาคือการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

o        “หมอลำแบงค์” หรือ ปฎิภาณ ลือชา พูดถึงความอยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย ถึงการยัดให้ประชาชนเป็นนักโทษการเมืองคดี 112 และติดคุก ตลอดจนเรียกร้องให้รัฐหยุดคุกคามประชาชนและต้องการยื่นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
o        ผู้ปราศรัยคนหนึ่งกล่าวถึงขบวนการ กปปส.ที่นำพาประเทศถอยหลังและมีการยึดอำนาจ จนกระทั่งท้ายที่สุดนำไปสู่การเลือกตั้งที่มีบัตรเขย่งเป็นครั้งแรก และได้ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน ด้าน

o        ผู้ปราศรัยคนหนึ่ง กล่าวถึงความตกต่ำทางเศรษฐกิจในช่วงการบริหารงานของรัฐบาล คสช. พร้อมยืนยันว่าตนไม่เคยคิดล้มล้างสถาบัน รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่ถูกผลักให้เป็นคนเห็นต่าง

-        ประมาณ 14.30 น. แกนนำนำรถหกล้ออีกคันหนึ่งเข้าพื้นที่กลางลานสนามหลวง จากนั้น ผู้ชุมนุมเปิดแผงเหล็กกั้นสนามหลวงฝั่งเหนือ (ด้านตรงข้าม มธ.) ประชาชนจึงสามารถเข้าพื้นที่ได้ แกนนำประกาศว่า "นี่คือสนามของประชาชน"จากนั้น ตามมาด้วยธงสีรุ้ง สื่อถึงความหลากหลายทางเพศ นำโดย 'แรปเตอร์' สิรภพ อัตโตหิแกนนำกลุ่มประกาศอีกครั้ง "สนามหลวงเป็นของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย" หลังจากนั้นมีประชาชนนำว่าวมาเล่นในสนามหลวงเหมือนในอดีต ตามกลางฟ้าฉ่ำฝนอีกด้วย 

-        14.57 น. ผู้จัดกิจกรรมนำอุปกรณ์เวทีใหญ่ลงที่หน้าประตูสนามหลวง ฝั่งหน้าพระลาน ประชิดติดรั้วของตำรวจที่ตั้งแนวกั้นอยู่สนามหลวงฝั่งใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในรัศมี 150 เมตรจากเขตพระราชฐาน ตำรวจขอเจรจากับจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน”  ยังไม่มีข้อสรุป รอทีมส่วนกลางของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเจรจาอีกครั้ง การเจรจาทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างสุภาพ

-        15.07 น. ตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาปักหลักหน้าสนามหญ้าหลายนาย ขณะที่ผู้ชุมนุมเริ่มมาจองที่หน้าเวทีที่ยังติดตั้งไม่เสร็จกันแล้ว

-        15.08 น. ปิยรัฐ จงเทพ หัวหน้าทีมการ์ดเจรจากับพ.ต.อ.อัศวยุทธ นุชพุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ปิยรัฐบอกหลังจากการเจรจาตำรวจจะประกาศให้ทราบเรื่องรายละเอียดพื้นที่และสิทธิการชุมนุมตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ

-        15.12 น. ที่หน้ารถเครื่องขยายเสียงผู้ชุมนุมไม่น้อยกว่า 10 คนตั้งแถวห่างจากตำรวจประมาณ 5 เมตรชู 3 นิ้วและกล่าวออกมาว่า หยุดคุกคามประชาชน ตำรวจเพิ่มกำลังออกมาใกล้กับผู้ชุมนุมกลุ่มดังกล่าว มีการโต้เถียงกันโดยผู้ชุมนุมแสดงความไม่พอใจตำรวจที่จะประกาศกฎหมายการชุมนุมทั้งที่เมื่อสักครู่เจรจากับจตุภัทร์แล้วบอกว่า จะรอให้ทีมแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมมาเจรจาให้ได้ข้อสรุป ตนขอได้ไหมว่า ให้รอทีมแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมมาเจรจาก่อนได้ไหม เมื่อไม่ได้คำตอบผู้ชุมนุมคนดังกล่าวหันไปบอกกับผู้ชุมนุมที่ทยอยเข้ามาเสริมว่า พวกเราบอกเจ้าหน้าที่หน่อยว่า หยุดคุกคามประชาชน ผู้ชุมนุมร้องตาม พร้อมทั้งชู 3 นิ้วไปด้วย 

-        จากนั้นตำรวจประกาศเรื่องการชุมนุมตามกรอบกฎหมายผ่านเครื่องขยายเสียง ระบุว่า ตามที่ผู้ชุมนุมได้จัดการชุมนุมนั้น ตามกฎหมายผู้ที่ประสงค์จะจัดการชุมนุมนั้นจะต้องแจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้แจ้งการชุมนุมตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ถือว่า เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบตามกฎหมาย ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความสะดวกของประชาชนในการดูแลการชุมนุมสาธารณะ ให้เป็นไปโดยสงบและไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ จึงให้ผู้ชุมนุมเลิกชุมนุมภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงนับแต่นี้ 

สิ้นเสียงประกาศผู้ชุมนุมก็โห่ร้องออกมา จากนั้นตำรวจประกาศต่อว่า เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์โควิด 19 ระบาดอยู่ ผู้ชุมนุมยิ่งโห่ร้องหนักขึ้น ตำรวจตอบกลับว่า “ไม่เป็นไรครับผมพูดด้วยความเป็นห่วง ขอพูดก่อนว่า การชุมนุมต้องระมัดระวังเรื่องโควิด 19 และเว้นระยะห่าง ผมเข้าใจน้องๆ เราจะทำตามกรอบของกฎหมายที่ให้ไว้ตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯและเรื่องสาธารณสุขเท่านั้น”  โดยระหว่างที่ประกาศตำรวจได้นำแผงเหล็กกั้นมาตั้งที่ด้านหน้ารถเครื่องขยายเสียง ทำให้ตอนนี้มีแผงเหล็กกั้น 2 ชั้น แต่ผู้ชุมนุมก็ทยอยเข้ามาเสริมเรื่อยๆและตะโกนโห่ไล่ออกไปๆ ตำรวจบอกว่า หากพบผู้ไม่ประสงค์ดีให้แจ้งตำรวจ

-        ในช่วงเวลาเดียวกัน (ประมาณ 15.00 น.) สื่อรายงานว่าผู้บัญชาการตำรวจนครบาลออกประกาศกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ 376/2563 เรื่องห้ามการชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบพื้นที่ ศาลฎีกา และทำเนียบรัฐบาล ลงวันที่ 18 ก.ย. อ้างว่าการชุมนุมสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและรบกวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในสถานที่ดังกล่าว

-        15.19 น. ตำรวจประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงต่อว่า การชุมนุมไม่เป็นไปตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่ได้แจ้งการชุมนุมก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมง และห่วงเรื่องการแพร่กระจายของโรคโควิด 19 จากนั้นหยุดใช้เครื่องขยายเสียงให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า นโยบายของผู้บังคับบัญชาคือให้ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจข้อกฎหมายเรื่องโรคโควิด 19 และความปลอดภัย ยังไม่มีการวางแผนขั้นตอนต่อไป 

-        15.24 น. ผู้ชุมนุมเริ่มผลักดันแผงเหล็กกั้นชั้นแรกเข้ามา จนถึงแผงเหล็กกั้นชั้นใน ตำรวจขอให้หยุดดันเนื่องจากมีรถมอเตอร์ไซด์จอดอยู่ ผู้ชุมนุมหยุดดัน ตำรวจเปิดแผงเหล็กกั้นนำรถและกำลังตำรวจเข้าไปในแผงเหล็กฝั่งสนามหญ้า ไมค์ ภาณุพงศ์เจรจากับอัศวยุทธ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลว่า ขอใช้พื้นที่สนามหลวงจนถึงสุดแนวแผงเหล็กกั้นของตำรวจ กล่าวคือ ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กินพื้นที่สนามหลวงฝั่งเหนือและถนนตรงกลาง พร้อมทั้งกล่าวว่า หากผู้ชุมนุมเต็มพื้นที่อาจจะต้องใช้พื้นที่ฝั่งใต้ด้วย อัศวยุทธตอบว่า “ไว้ถึงเวลานั้นเราค่อยมาคุยกัน พี่อยู่ตรงนี้ทั้งคืนอยู่ด้วยกัน” จากนั้นเหตุการณ์สงบ รถเครื่องขยายเสียงของตำรวจออกนอกพื้นที่

-        ในช่วงเวลาเดียวกัน ขบวนธง Pride เดินรอบสนามหลวง จนมาบรรจบกับรถเครื่องขยายเสียงของตำรวจซึ่งจอดอยู่ บริเวณกลางสนามหลวง แรปเตอร์ แกนนำกลุ่ม กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจคะ เปิดทางเปิดสนามหลวงให้ประชาชนเถิดค่ะ” ก่อนที่รถเครื่องเสียงของตำรวจจะค่อย ๆ ขับออกไปจอดที่ริมสนามหลวงฝั่งศาลฎีกา ผู้ชุมนุมตะโกนขอให้รถเครื่องเสียงออกจากสนามหลวง จากนั้นรถเครื่องเสียงสองคันค่อย ๆ ขับจากกลางสนามหลวงเข้าไปจอดหลังรั้วเหล็กที่ปิดกั้นพื้นที่สนามหลวงซีกฝั่งที่ติดกับวัดพระแก้ว

-        15.48 น.  ผู้จัดได้เคลื่อนรถหกล้อ (เวทีชั่วคราว) จากสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์มาสมทบที่สนามหลวง ผู้คนหลั่งไหลมารวมกันที่สนามหลวงมากขึ้นๆ โดยเบื้องต้นยังคงใช้พื้นที่สนามหลวงได้เพียงครึ่งเดียวในฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

-        ณ เวลานี้ ถนนหน้าธรรมศาสตร์ด้านสนามหลวงถูกการ์ดของผู้ชุมนุมปิดการจราจรเรียบร้อยแล้ว

-        ประมาณ 16.00 น. บนรถปราศรัยหกล้อกลางสนามหลวง สุวรรณา ตาลเหล็ก นักกิจกรรมหญิง เชิญชวนมวลชนให้เข้าไปรวมกันที่หน้าเวที และกล่าวขออภัยที่เวทีใหญ่จัดติดตั้งได้ช้า เหตุเพราะสภาพอากาศ ขอให้ทุกคนเร่งชวนเพื่อนฝูงมายังสนามหลวง เพราะเราจะปักหลักยาวถึงวันพรุ่งนี้ และจะเคลื่อนพลไปทำเนียบฯ ในวันพรุ่งนี้เช้า 

-        16.02 น. “จ่านิว” หรือ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ขึ้นปราศรัย โดยมีใจความดังนี้
ทุกคนห่างหายจากสนามหลวงไปนาน คำว่าหลวงหมายถึงประชาชนใช้ได้ทั่วไป วันนี้เราจึงมาทวงสิทธิ์ของเรา สนามหลวงไม่ใช่แค่ของผู้ชุมนุม แต่เป็นของคนไทยทุกคน สนามหลวงไม่ใช่ “สนามหวง”  วันนี้เป็นวันครบรอบการรัฐประหาร 19 กันยา วันนี้เป็นวันที่เราจะประกาศว่าจะไม่ยอมให้เกิดวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารอีกแล้ว ตอนนี้หมดมุกที่ทหารจะหลอกประชาชน แล้วประชาชนจะไม่หลงกลอีกต่อไป วันนี้ประชาชนมารวมตัวกันมากที่สุดเป็นประวัติการนับตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช. วันนี้เรายึดได้ครึ่งหนึ่งของสนามหลวงแล้ว ต่อไปเราจะยึดอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือคืนมาให้ได้

จ่านิว ประกาศให้ทุกคนหันหน้าไปยังฝั่งวัดพระแก้ว จากนั้นถามว่า “ประชาชนเห็นสนามหลวงฝั่งนั้นไหม สนามหลวงเป็นที่ของคนไทยทุกคน เราจะทวงสิทธิของเราเพื่อเปิดพื้นที่รอต้อนรับพี่น้องที่กำลังเดินทางมาสมทบ อีกทั้งวันนี้เป็นวันครบรอบการรัฐประหาร 19 กันยา วันนี้เป็นวันที่ประชาชนจะประกาศว่าไม่ยอมให้เกิดวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารอีกแล้ว” 

-        16.09 น. รถบรรทุกของแกนนำเคลื่อนที่กระชับมายังกลางสนามหลวงมากขึ้น มุ่งหน้าไปทางวัดพระแก้ว สุวรรณา ขึ้นปราศรัยต่อ โดยกล่าวว่า “สนามหลวงต้องใช้ได้ทุกตารางนิ้ว เพราะมันเป็นของประชาชน ประชาชนต้องมีสิทธิใช้สนามหลวง ไม่ใช่มาบอกให้เราอยู่ตรงนั้นตรงนี้ จัดการจนพังมาทั้งชาติแล้ว อย่าสะเออะ บอกให้เราอยู่ตรงไหน คุณมีสิทธิอะไร ถ้ากินภาษีประชาชนก็ขอหน่อยได้ไหม ฟังประชาชนบ้าง ไม่ใช่ฟังแค่คำสั่งของนาย อยากรู้นายมึงเป็นใคร”

-        จากนั้น เพนกวิ้น พริษฐ์ ชิวารักษ์ ขึ้นปราศรัยต่อ โดยมีใจความดังนี้
ก่อนที่เราจะทวงคืนสนามราษฎรของเรา ผมขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองประชาชน ขออัญเชิญวีรชน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 และวีรชนเสื้อแดงทั้งหลายที่เสียสละไปนับร้อย หากท่านได้ยินเสียงขอเรียนเชิญมาสถิตกับพี่น้องในวันนี้ เพราะวันนี้เรามาลั่นกลองสืบสานเจตนารมย์ของท่าน และผมขอสื่อสารไปถึงใครก็ตาม ที่สั่งให้ลูกน้องใส่เสื้อสีน้ำเงิน(ตำรวจควบคุมฝูงชน)เรียงแถว โห่ให้พวกเขาหน่อย 

ผมขอพูดถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แม่ทัพภาคที่ 1 มึงจงมาฟัง พวกคุณสองคนเป็นคนรับผิดชอบการขัดขวางการชุมนุม ผมชื่อพริษฐ์ ชิวารักษ์ เรียนปีสี่ รัฐศาสตร์ ทำความรู้จักผมไว้ให้ดี ๆ วันนี้ถึงแม้ท่านจะพยายามส่งคนมาคุยกับผมลับ ๆ ผมไม่คุย คุยต่อหน้ามวลชนนี่

คุณเคยบอกว่าตำรวจไม่อยากปะทะกับประชาชน ประชาชนก็ไม่อยากปะทะกับตำรวจ งั้นขอเจรจาต่อหน้าสาธารณชนว่า ถ้าไม่ต้องการให้มีการปะทะเกิดขึ้น คุณก็สั่งตำรวจควบคุมฝูงชนที่เป็นลูกน้องของคุณให้ถอยไปซะ ลำพังเสียงของผมอาจจะดังไม่พอ ขอพี่น้องตะโกนพร้อมๆ กันว่าถอยไป (มวลชนตะโกน “ถอยไป ๆ” หลายครั้ง)

นี่คืออีกการชุมนุมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ สนามหลวงเป็นของประชาชน เป็นของราษฎร ปูนที่พี่น้องนั่งอยู่ก็ปูด้วยภาษีเราทั้งสิ้น ดังนั้นสนามหลวงจึงเป็นพื้นดินไม่ใช่พื้นฟ้า วันนี้เราจะส่งเสียงให้ฟ้าได้ยินว่าเรามายึดไว้หมดแล้ว

เพนกวินแจงว่าตนจะขึ้นปราศรัยประมาณ 24.00 น. ขอให้ทุกคนอยู่ฟัง 

-        ประมาณ 16.30 น. ระหว่างที่เพนกวินปราศรัยบนเวทีรถบรรทุกอยู่นั้น ผู้ชุมนุมได้ผลักดันแนวกั้นของเจ้าหน้าที่จนสามารถเข้าไปในพื้นที่สนามหลวงด้านวัดพระแก้วบางส่วนได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถใช้พื้นที่ซีกนั้นได้ทั้งหมด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังโดยรอบระยะราว 50 เมตรจากวัดพระแก้ว ขณะที่จำนวนเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนนั้นคาดคะเนด้วยสายตาน่าจะอยู่ที่ 400-500 นาย มีรายงานรถฉีดน้ำเข้าไปในพื้นที่สนานหลวงหลังแนวกั้นตำรวจราว 30 คัน รถตู้ตำรวจกว่า 20 คันอยู่บริเวณถนนราชดำเนิน 

-        16.47 น. สุวรรณา ประกาศบนเวทีว่า “มวลชนอย่าไปสนใจรถฉีดน้ำ กลับมาหาพี่น้องเราที่สนามหญ้า ไม่ต้องเอาน้ำมารดสนามหลวง วันนี้ฝนตกแล้ว” มวลชนจึงเดินออกจากรถฉีดน้ำกลับมาที่รถปราศรัยเช่นเดิม

-        ประมาณ 17.14 น. ผู้สังเกตการณ์พบว่า ตำรวจควบคุมฝูงชนราว 500 นาย วางกำลังพร้อมแผงเหล็กกั้น จากหน้าศาลฎีกา พาดผ่านสนามหลวง ไปจนถึงหน้ากรมศิลปากร ขณะเดียวกันบริเวณสี่แยกหน้าศาลหลักเมือง มีตำรวจควบคุมฝูงชนอีกกว่า 500 นายยืนรวมแถวรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา

-        ในเวลาเดียวกัน (17.16 น.) ผู้สังเกตการณ์พบโดรนบินอยู่เหนือสนามหลวง อยู่ราวสิบนาทีก่อนจะลงจอดหลังศาลฎีกา


ช่วง 4

การปราศรัยบนเวทีใหญ่กลางสนามหลวงเริ่มต้นขึ้น นักกิจกรรมหลากหลายประเด็นแสดงจุดยืนเรียกร้อง ตกดึกผู้ชุมนุมกางเต็นท์ปักหลักฟังปราศรัยข้ามคืนยันรุ่งเช้า ปิดท้ายค่ำคืนด้วยการอ่านจดหมายถึงรัชกาลที่10 แจงเหตุผลข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ประการ

-        17.21 น. เวทีใหญ่ติดตั้งเสร็จใน โดยตั้งในสนามหลวงตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หันหน้าไปทางศาลฎีกาสุวรรณาเริ่มขึ้นพูดบนเวทีใหญ่ ถามย้ำเราจะปักหลักอยู่ที่นี่จนถึงวันพรุ่งนี้ใช่หรือไม่ ก่อนขอให้มวลชนชูสามนิ้วและใช้มือตบเพื่อส่งเสียงให้กำลังใจ พร้อมตะโกน “ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ” พร้อมกัน 3 ครั้ง สุวรรณากล่าว “วันนี้เราได้ยึดสนามหลวงเป็นของประชาชนแล้ว จากเมื่อก่อนเราใช้พื้นที่สนามหลวงได้ทุกซอกต้นมะขาม แต่อยู่ดี ๆ ก็มีรั้วมาปิดกั้น เพราะฉะนั้นในวันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ ที่ประชาชนเข้ามาใช้พื้นที่ ‘สนามหวง’ ได้แล้ว”

-        ขณะเดียวกัน ตำรวจควบคุมฝูงชนเพิ่มกำลังที่หน้าพระบรมมหาราชวังอีกไม่น้อยกว่า 200 นาย และตามมาด้วยรถฉีดน้ำแรงดันสูงของตำรวจนครบาลหนึ่งคันขับผ่านบริเวณดังกล่าว

-        ประมาณ 17.30 น. เปิดเวทีด้วยการตีกลองสะบัดชัย จากนั้นมีผู้ร่วมชุมนุมนำโมเดลเรือดำน้ำขนาดสี่คนแบกขึ้นเวที 

-        ผู้ปราศรัยผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยหลากหลายประเด็นบนเวที ตั้งแต่เวลา 17.40 จนถึงเวลาประมาณเที่ยงคืน 

--------
ใจความสำคัญของคำปราศรัยตลอดค่ำ 19 กันยายน 2563
- 1 -

ฉัตรชัย พุ่มพวง จากสหภาพแรงงานนักออกแบบ ปราศรัยว่าสังคมเรากำลังเสียต้นทุนทางเวลาให้กับเผด็จการทุนนิยม พวกเขาได้ช่วงชิงทุกอย่างไปจากเราจนไทยกลายเป็นประเทศที่เหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก 

ความก้าวหน้าทางสังคมเป็นเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น มันไม่มีประโยชน์ที่เราได้ประชาธิปไตยทางการเมืองแต่ยังเป็นเผด็จการทางเศรษฐกิจ ยังต้องอยู่ในกฎหมายที่เราไม่ได้ออกแบบ กฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้คนไม่กี่ตระกูลและมาจากปลายกระบอกปืน 

จึงขอเสนอให้เอามาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2475 ที่มีใจความว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” กลับคืนมา และมันจะเป็นหมุดหมายสำคัญของชัยชนะของสังคม เพราะอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน 

ชีวิตของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้คือเป็นลูกจ้าง มีหลายอย่างที่นายจ้างกระทำกับเรา ลองคิดดูว่าทำไมครอบครัวเราต้องทำงานหลายสิบปีแต่ไม่รวยขึ้นเลย ขณะที่มีแค่ไม่กี่ตระกูลที่รวยเอา ๆ ต่อไปนี้จึงขอเรียกร้องให้

1.เก็บภาษีคนรวย รวยมากต้องจ่ายมาก เพื่อนำมาทำรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า

2.ปฏิรูปที่ดิน กระจายที่ดินจำนวนมากสู่ประชากรยากจนของประเทศ เพราะตอนนี้ที่ดินทั้งประเทศเป็นของคนไม่กี่ตระกูล 

3.เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 700-1000 บาทต่อวันเพื่อให้พอประทังชีวิต เพราะเราไม่ได้มีแค่ชีวิตเดียวแต่ยังมีครอบครัว 

4.เพิ่มเบี้ยคนแก่ การที่รัฐให้แค่หลักร้อยต่อเดือนนั้นไม่เพียงพอ เพราะคนแก่ทุกคนในประเทศนี้ไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อแบบไหน เพศไร อาชีพไร ก็ล้วนคือคนที่เคยขับเคลื่อนศกของประเทศมาตลอดชีวิต
 
แรงงานจำเป็นต้องสร้างสำนึกความเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะแรงงานไม่ใช่ใครที่ไหน แรงงานคือเราทุกคนที่โดนระบบปล้นชิงมูลค่าส่วนเกินไป คนที่สร้างมูลค่าให้กับทุนก็คือคนงาน คนที่เป็นเสาหลักทำเงินคือคนงาน พวกเขาควรได้รับการแบ่งกำไรที่เป็นธรามกว่านี้และมีศักดิ์ศรีมากกว่านี้ 

"แรงงานสร้างปราสาท แต่พวกเขาต้องอยู่ในสลัม แรงงานสร้างความมั่งคั่ง แต่พวกเขาต้องอยู่อย่างอยากจน ตื่นเถิดแรงงาน เผด็จการจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ"

- 2 -

ปิยบุตร กล้าณรงค์ หรือ "หลิน" จากรัฐศาสตร์ จุฬาและองค์กรปลดเผด็จการเพื่อเสรีภาพ ขึ้นปราศรัย ระบุว่า "วันนี้ดิฉันอยากให้สื่อหลักจำทุกคำพูดของดิฉันไปเขียน สื่อนั้นคือเนชั่นค่ะ" จากนั้นหลินไล่อ่านรายชื่อบุคคลจำนวนหนึ่งแล้วระบุในภายหลังว่าคือรายชื่อของเพื่อนร่วมชาติที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารแล้วเสียชีวิตที่นี่น 

"ดิฉันพูดชื่อเพื่อเป็นการเรียกร้องในที่แจ้งให้เกิดการตรวจสอบ เพราะว่าญาติของทุกคนจะได้ไม่ต้องกังวลว่าลูกหรือหลานของคุณเมื่อเข้าไปอยู่ในค่ายแล้วจะไม่ต้องกังวลว่าจะเสียพวกเขาไปแบบรายชื่อที่ดิฉันกล่าวไปหรือเปล่า และเรียกร้องให้ปฏิบัติกับทหารอย่างมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่ไพร่ทาส" 

"เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ หากไม่มีการยกเลิกเกณฑ์ทหาร เพราะฉะนั้นจ้อเสนอของดิฉันเรียบง่ายคือเลิกเกณฑ์ทหารไปซะ ถ้าผู้นำที่ชื่อประยุทธ์มีสมองสักหน่อย เขาจะทำมันตั้งแต่วันนี้เลย ในวันที่ประเทศตกต่ำทางเศรษฐกิจแต่เขาเอาเงินไปซื้อเรือดำน้ำโดยไม่สนใจเสียงประชาชน นั่นเพราะที่มาอำนาจของเขาที่ไม่ได้มาจากประชาชน แต่ได้อำนาจมาจาก 1.นายทุน 2.นายพล 3.ผู้รับรองรัฐประหาร ดังนั้นทุกนโยบายที่ประยุทธ์ออกมาจึงเป็นสิ่งที่ซัพพอร์ตคนพวกนี้ หนทางเดียวที่จะทำให้เรื่องเลวร้ายเหล่านี้หยุดลงได้ เราต้องเอาประยุทธ์ออกไป ไม่ง้อคนสามกลุ่มดังกล่าว และสุดท้ายอยู่ที่ทุกคนว่าจะต่อสู้เพื่อความเป็นไทหรือตายไปอย่างเป็นทาส แล้วส่งต่อมันสู่ลูกหลานเรา" 

- 3 - 

มิน สมาชิก สนท. จากภาคใต้ขึ้นปราศรัยว่า เขามาจากพื้นที่ที่ห่างไกล ห่างไกลความเป็นจริง ห่างไกลความเป็นธรรม ห่างไกลความสงบ ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ต้องตกอยู่ในภาวะไม่ปกติจนเป็นเรื่องปกติ

"ที่นั่นเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจมหาศาล สามารถพกพาอาวุธไปที่ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาล ตลาด เซเว่น และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ อาวุธสงครามเข้ามาอยู่ในเบ้าตาผมจนมันน่าจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่สำหรับผม ไม่เลยสักครั้ง เพราะมันคือสัญญะของความรุนแรง พื้นที่ชายแดนใต้เป็นพื้นที่ของการใช้อำนาจบาดใหญ่ มีคนถูกคุกคาม จับกุม ที่นั่นกฎหมายไม่ใช่กฎหมาย ที่นั่นมีคนตายจริง มีคนหายจริง มีคนถูกพลัดพรากจากครอบครัวจริง เพียงเพราะเขาเห็นต่างจากรัฐและฝ่ายความมั่นคง และผู้มีอำนาจกำลังทำให้ประเทศนี้เป็นเหมือน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้"

"หากใครจำชื่อ คณากร เพียรชนะ ได้ เขากลายเป็นอีกคนหนึ่งทีประวัติศาสตร์ต้องจารึก เพราะเขาต้องเอาชีวิตเข้าแลกกับความอยุติธรรม เขาไม่ใช่คนแรก แต่เราต้องช่วยให้เขาเป็นคนสุดท้ายที่โดนกระทำในบ้านเมืองนี้ 

ขอระลึกแด่ คนากร เพียรชนะ ทนายสมชาย นีละไพจิตร สืบ นาคะเสถียร ฯลฯ"

"ผมขอเรียกร้องไปที่สือกระแสหลัก พวกท่านไม่เคยนำความจริงที่เกิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐมานำเสนอประชาชนเลย สัปดาห์ที่ผ่านมามีทหารคลั่งทำร้ายนักเรียนที่ปัตตานี กองทัพตอบว่าเกิดจากความเครียด พี่ๆ สื่อมวลชนกระแสหลัก ท่านไม่เคยเห็อกเห็นใจคนที่นั่นเลย นี่ไม่ใช่คดีแรก ย้อนไปคดีอับดุลเลาะห์ มอซอ จังหวัดนราธิวาส เราต้องพูดกันให้ถึงที่สุด นี่คือเหตุผลหลักที่เราต้องปฏิรูปกองทัพ ให้เป็นกองทีพของประชาชนให้ทันสมัย ให้อยู่ในร่องรอยของความเป็นธรรม เราต้องพูดกันให้ถึงที่สุดว่าเราไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม เพราะความรุนแรงไม่อาจนำมาซึ่งสันติ ไม่มีทาง เราต้องเรียกร้องให้รัฐรวมศูนย์กระจายอำนาจให้ท้องถื่นดูแลตัวเองได้ ภายใต้การเคารพความหลากหลายทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรม"

"ความหวังของหลายคนชายแดนใต้ คือการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นี่คือทางออกไม่ใช่ทางเลือก เราต้องพูดกันอย่างจริงจัง หมดเวลาแล้วจริงๆ" 

- 4 - 

ฮ่องเต้ พรรควิฬาร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขึ้นปราศรัยว่า "ผมไม่แปลกใจว่าทำไมเขาเรียกสนามหลวง เพราะมันจุคนได้เยอะนี่เอง เมื่อกลางวันมีการประกาศเรื่องการควบคุมโรค ผมอยากบอกว่าการมาชุมนุมของเราไม่ได้กระจายโรค สิ่งที่กระจายโรคคือรัฐบาล โควิด19 มาจากรัฐบาลส่งทหารไปอเมริกา ให้คนจีนเข้ามา มีคนป่วยก็บอกว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา แล้วตอนนี้รับผิดชอบอะไรกับชีวิตเราบ้าง วันๆ ไม่ทำอะไร ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปเรื่อยๆ สิ่งที่รัฐบาลทำเป็นโรคเผด็จการ เราทุกคนที่อยู่ตรงนี้คือวัคซีนต่อต้านเผด็จการ"

"วันๆ รัฐบาลเอาแต่เรียกร้องให้เราตั้งการ์ด ให้เราทำเพื่อประเทศชาติ แล้วชาติไม่ใช่ประชาชนหรอ ถ้าคุณรักประชาชน คุณปล่อยให้เขาหิวได้ยังไง" 

"หลายคนอาจจะจำได้ คุณวันเฉลิม (สัตย์ศักดิ์สิทธิ์) หายไปที่กัมพูชา ถ้ารัฐปฏิเสธว่าเขาไม่มีส่วนรู้เห็น แน่จริงเอาคดีมารื้อฟื้นไหม พอสักทีกับความกลัว เราจะไม่ทน เพราะตอนนี้เราอยู่ที่สนามราษฎร์แล้ว"

- 5- 

กลุ่มนักเรียนเลวขึ้นปราศรัย ด้วยการสรุปเหตุการณ์วันที่ 5 ก.ย.ที่มีการดีเบตกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเริ่มจากการเน้นย้ำข้อเรียกร้อง 3 ข้อ 1 เงื่อนไข และวิพากษ์วิจารณ์คำตอบของรัฐมนตรีในหลายเรื่อง จากนั้นจึงชวนร้องเพลงลามะลิลาที่ทางกลุ่มแต่งขึ้น


-6-

สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว ขึ้นปราศรัย กล่าวว่าสนามหลวงได้เป็นของราษฎรอย่างแท้จริงเสียที ไม่คิดว่าจะได้ขึ้นพูดในม็อบที่คนเยอะขนาดนี้ นี่คือวิวัฒนาการที่ดีของฝ่ายเรา สมัยก่อนสลิ่มมักจะปรามาสเราว่าฝั่งเราคนไม่เยอะ มุ้งมิ้งแต่ตอนนี้ม็อบสลิ่มคนน้อยลงๆ จ่านิวท้าม็อบไทยภักดีให้มาให้เต็มสนามหลวงแบบนี้ไหม วันนี้สลิ่มปรามาสว่าประชาธิปไตยอะไรพังประตูมหาวิทยาลัย จ่านิวสวนไปว่าแล้วที่ปิดสนามบินหล่ะ วันนี้ประตูมันเปิดให้เราอัตโนมัติ เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์คือการรักประชาชน บรรยากาศวันนี้เหมือนงานกาชาด มีคนบอกว่ามาชุมนุมเศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่วันนี้แม่ค้าแม่ขายยิ้มชื่นเลย ขายดีเหมือนเทน้ำเทท่า วันนี้ครบรอบรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 วันนั้นไม่เป็นมงคล แต่วันนี้เราจะลบล้างมลทินรัฐประหาร
ถ้าเราทำได้จะได้สถาปนาความหมายใหม่ของวันที่ 19 กันยายน ขึ้นมาใหม่ 

จ่านิว พูดถึงความยากลำบากของเกษตรกรว่าราคาผลผลิตตกต่ำ คนจนเมืองก็ลำบาก รัฐบาลมีนโยบายเอาใจจีน เช่น การนำเข้าขยะจากจีน จ่านิวถามว่าขยะยังไม่พออีกเหรอโดยเฉพาะในรัฐสภา
 ส่วนเรื่องการยกเลิกบัตรทอง จ่านิววิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลเฮงซวยมากที่ตัดงบสวัสดิการ ขนาดรัฐมนตรีการคลังยังอยู่ได้ไม่ถึงเดือน 

จ่านิวเล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่ถูกคุกคามโดยคสช. คสช.คุกคามประชาชนจนเป็นสันดาน เสนอว่าต้องไล่รัฐบาลเฮงซวยนี่ออกไปอย่างเดียวเท่านั้น ให้อยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว วันนี้คือภาพที่ฝันเห็นมาตลอดหกปี 

สำหรับการจัดการงบประมาณของรัฐบาล จ่านิวกล่าวว่างบสถาบันฯ กับความมั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญแต่งบเกี่ยวกับสวัสดิภาพประชาชนหักลดเอา ๆ คิดได้ไงที่ซื้อเรือดำน้ำตอนนี้ และงบประมาณจำนวนมากถูกเทไปที่จังหวัดของพรรคพลังประชารัฐ ฝากเท่านี้เพราะพูดมากก็ไม่รู้ว่าจะโดนตีหัวไหม ที่บอกว่าเราชังชาติ แล้วใครละทำให้ประเทศน่าชังขนาดนี้ วันนี้ขอร่วมส่งพลังที่จะหยุดความฉิบหายของประเทศนี้ อย่าทำให้ปชช.หยุดสิ้นหวังไปมากกว่านี้ ต้องแก้รัฐธรรมนูญในศตวรรษที่ 21ไม่ใช่รัฐธรรมนูญแบบปี2521ที่มีชัย ฤชุพันธุ์ ฟื้นคืนขึ้นชีพมา


-7-
“วาดดาว” หรือ ชุมาพร แต่งเกลี้ยง นักกิจกรรมเพื่อความหลากหลายทางเพศ
พูดถึง ความเป็นธรรมและความหลากหลายทางเพศ อ่านจดหมายจากร่างกายของเรา ที่ร่างโดยคนที่เชื่อในเสรีภาพ และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกกระทำ เรื่องเล่าบาดแผลเฟมทวิต ความฟูมฟายของเหยื่อที่ไม่มีวันจบสิ้น 

*ตัวอย่างเนื้อหาในจดหมาย

ร่างกายของผู้หญิง ไม่เคยเป็นของผู้หญิง เป็นที่ชุมนุมในสายตา ร่างกายของคนที่แตกต่าง
 ร่างกายของผู้หญิงไม่ว่าอายุเท่าไหร่ถูกคุกคามล้วงแคะทั้งในครอบครัว โรงเรียน แม้กระทั่งในม็อบ        

วาดดาวยังกล่าวถึงข้อเสนอข้อที่11ว่าถ้าสนับสนุนการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ต้องทำลายโครงสร้างชายเป็นใหญ่ภายใต้สถาบันกษัตริย์ด้วย

--------

-        เวลาประมาณ 17.50 น. ระหว่างการปราศรัยดำเนินไป ตำรวจนำแผงเหล็กมากั้นทางโค้งหน้าวัดพระแก้วมุ่งหน้าทางศาลฎีกา ขอให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ตั้งแต่แยกวัดพระแก้ว(หน้ากระทรวงกลาโหม) เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะประกาศให้บริเวณตั้งแต่แยกวัดพระแก้วจนถึงหน้าศาลฎีกาเป็นพื้นที่ควบคุม

-        เวลาประมาณ 20.30 น. ถนนอัษฎางค์(หลังศาลฎีกา) มีประชาชนทยอยเดินเข้ามาร่วมชุมนุมจำนวนมาก บางคนถือเต้นท์เพื่อเตรียมมานอนค้างแรมด้วย ขณะและมีวินมอเตอร์ไซค์ยังรอรับส่งผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง

-        ประมาณ 21.00 น. บริเวณหัวสนามหลวงฝั่งราชดำเนิน มวลชนส่วนหนึ่งเริ่มกางเต็นท์ปักหลักนอนค้างในพื้นที่ ประมาณ 20 หลัง ส่วนพื้นที่บริเวณคณะนิติศาสตร์ ภายในรั้ว มธ.ก็มีประชาชนไปนั่งพักและปูที่นอนเช่นกัน 

สำหรับสถานการณ์ภายใน มธ. นั้นประตูเปิดทั้งหมด 3 ประตู คือประตูหลักสนามหลวง ประตูท่าพระจันทร์ ส่วนประตูพระอาทิตย์เปิดเพียงประตูเล็ก ที่ท่าพระจันทร์ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงจากกองกำลังน้ำหวานเฝ้าเครื่องตรวจจับอาวุธ 5 คน เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 3 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 3 คน นอกจากนี้ผู้สังเกตการณ์ยังรายงานว่าพบเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบภายในมหาวิทยาลัยอย่างน้อย 15 คนส่วนมากนั่งอยู่รอบๆ สนามบอล

-        23.55 เวทีเปิดวิดีโอชื่อ “ความฝันอันสูงสุด” บทสัมภาษณ์ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ภาพคนเสื้อแดงต่างๆ เหตุการณ์สลายคนเสื้อแดงปี 2553 ประกอบเพลงขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ความยาวประมาณ 7 นาที
-        จากนั้นเวลาประมาณ 00.03 ของวันที่ 20 กันยายน 2563  “รุ้ง” หรือ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมขึ้นปราศรัยบนเวทีโดยพูดถึงข้อเสนอ 10 ข้ออีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้มีการขยายความเหตุผลที่นำเสนอ โดยเป็นการทูลเรียนต่อพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง

ช่วง 5

ตระเวนรอบพื้นที่ จนท.ปิดทางสู่ทำเนียบฯ เจ้าหน้าที่วางแบริเออร์หวังสกัดขบวนของผู้ชุมนุมล่วงหน้า  ในช่วงเช้ามืดของวันที่สองของการชุมนุม (20 ก.ย. 63)

-        4.20 น. รถตู้ตำรวจไม่น้อยกว่า 13 คัน รถผู้ขัง 1 คันวิ่งผ่านมา เลี้ยวซ้ายที่แยกผ่านพิภพลีลา เข้าไปยังซอยราชินี

-        4.30 น. ภายในสนามหลวงฝั่งใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในรัศมี 150 เมตรจากเขตพระราชฐาน ตำรวจประจำการที่หน้าแผงเหล็กกั้นไม่น้อยกว่า 100 นาย

-        4.40 น. แนวกั้นหัวถนนหน้าพระลานฝั่งวัดพระแก้ว ตำรวจประจำการแนวรั้วห่างๆกัน สังเกตเห็นว่า มีการนำรถเมล์ครีมแดงมาปิดแยกไว้ด้วย ขณะที่ผู้ชุมนุมจำนวนมากยังคงปักหลักที่สนามหลวง ภายในธรรมศาสตร์และบริเวณใกล้เคียง

-        4.57 น. บริเวณคลองหลอด ตรงข้ามตรอกสาเก ตำรวจจราจร 2 นายประจำการ ผู้ชุมนุมเข้าไปสอบถามว่า ถ่ายภาพทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์หรือ ตำรวจนายหนึ่งปฏิเสธตอบว่า ถ่ายภาพอย่างกว้างเพื่อรายงานสถานการณ์การจราจรและเตรียมการเรื่องการจราจรในช่วงเช้าเท่านั้น

-        5.33 น. มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเดินถ่ายภาพผู้เข้าชุมนุมบริเวณรอบๆ สนามหลวง
-        5.35 น. รายงานรอบทำเนียบรัฐบาล

o        ที่แยกสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ตำรวจตั้งแนวกั้น ชั้นที่ 1 ด้วยแผงเหล็ก ชั้นที่ 2 ด้วยแบริเออร์สีส้มปิดทางเข้าเส้นราชดำเนินกลาง มีตำรวจไม่น้อยกว่า 100 นายเริ่มวางกำลังแล้ว มองเข้าไปพบว่า แยกจปร.ก็มีการปิดกั้นถนนในลักษณะเดียวกัน 

o        บริเวณสน.นางเลิ้งมีรถตู้ตำรวจไม่น้อยกว่า 20 คันจอดอยู่ บางคันมีกำลังพลภายใน 

o        ที่แยกเทวกรรมสามารถเลี้ยวซ้ายไปที่แยกสะพานมัฆวานได้ เมื่อถึงแยกสามารถตรงไปได้ แต่ไม่สามารถเลี้ยวขวาไปถนนราชดำเนินนอก ทำเนียบรัฐบาลได้ บนสะพานมัฆวานทั้งขาเข้าและขาออกถนนมีการตั้งแบริเออร์ปูนและลวดหนามไว้อย่างแน่นหนา

o        บริเวณซอยข้างคลองก่อนถึงพาณิชยพระนคร ตำรวจติดตั้งแบริเออร์ปูนและกำลังติดตั้งลวดหนามเพิ่ม 
o        ที่ถนนพิษณุโลก ตำรวจตั้งแผงเหล็กกั้นก่อนถึงแยกพาณิชยการ มีการตั้งแบริเออร์ปูนที่ลวดหนามบนสะพานชมัยมรุเชฐ ที่ฝั่งซ้ายของสะพานมีป้ายประกาศเขียนว่า “เขตห้ามเข้า 50 เมตร ทำเนียบรัฐบาล” 

o        ขณะที่เชิงสะพานฝั่งข้างคลองเปรมประชากรมุ่งหน้าไปทางวัดโสมนัสฯมีการตั้งแบริเออร์ปูนและลวดหนามเช่นเดียวกัน 

o        แยกพาณิชยการเลี้ยวขวาไปทางวัดเบญจมบพิตรฯ ตำรวจตั้งแบริเออร์สีส้มขวางถนนไว้ แต่ยังเปิดให้รถสัญจรผ่านเป็นระยะ



ช่วง 6 (สุดท้าย)

ผู้ชุมนุมฝังหมุดทองเหลืองลงกลางสนามหลวง พร้อมอ่านแถลงการณ์ย้ำข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ปรับแผนเซอร์ไพรส์เจ้าหน้าที่รัฐ เดินขบวนไปยื่นข้อเสนอต่อ เก้านาฬิกาแกนนำประกาศชัยชนะหลังยื่นหนังสือผ่านตัวแทนประธานองคมนตรีสำเร็จ ก่อนจะประกาศยุติการชุมนุมในเวลาต่อมา

06.00 น. เริ่มเจาะพื้นซีเมนต์หน้าเวทีปราศรัยเพื่อทำการฝังหมุดทองเหลืองอย่างถาวร - หมุดมีข้อความส่วนหนึ่งว่า #ประเทศนี้เป็นของราษฎรไม่ใช่สมบัติของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง ท่ามกลางประชาชน สื่อมวลชนจำนวนมากที่ร่วมเป็นสักขีพยาน รวมถึงเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบด้วย

06.39 น. เริ่มพิธีปักหมุดคณะราษฎรใหม่ หมุดมีข้อความส่วนหนึ่งว่า #ประเทศนี้เป็นของราษฎรไม่ใช่สมบัติของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง 
และมีการสวดขอให้ผู้ที่คิดจะรื้อถอนหมุดต้องพบกับความวิบัติชิบหายและเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า 
ข้าแต่ดวงวิญญาณทุกวิญญาณที่สละชีพเพื่อประชาธิปไตยในสนามหลวงและธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

ข้าแต่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้เป็นมันสมองในการวางรากฐานประชาธิปไตย 

ข้าแต่จอมพลป.ผู้เป็นหัวหอกหลักในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 

ข้าแต่ครูครอง จันดาวงศ์ ผู้สละชีพเข้าสู่หลักประหารอย่างท้าทรนง
 
ข้าแต่จารุพงศ์ ทองสินธุ์ และเพื่อนนักศึกษาที่สละชีพเพื่อการต่อสู้ในวันที่ 6 ตุลาคม 

ข้าแต่วิญญาณวีรชน 35 ที่กองทัพปิดไฟทั้งสนามหลวงและล้อมยิงอย่างโหดร้ายเพียงเพราะเขาไม่เอานายกฯ คนนอก 

ข้าแต่ลุงนวลทอง ไพรวัลย์ ผู้กล้าสละชีพเพื่ออุดมการณ์ 

ข้าแต่วีรชน 53 พยาบาลเกด น้องเฌอ ....
แม้เป็นไพร่ก็ต้องมีที่ยืนไม่ต่างจากพวกเจ้า 

แม้ดวงวิญญาณสถิตย์ที่ไหน ดวงวิญญาณบนสวรรค์บนฟ้า 

ขอจงเหาะเหินมาสถิตย์ที่นี่ เชิญชุมนุมดวงวิญญาณทุกท่าน ในการพิสูจน์และประกาศศักดาว่า วันนี้คณะราษฎรยังไม่ตายและไม่มีมีวันตาย ขอความศักดิ์สิทธิ์และชัยมงคลทุกอย่าง จงสถิตย์ในหมุดคณะราษฎรอันใหม่นี้ 

ราษฎรจงมีชัยชนะ 

เรามาต่อสู้เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ เรามีชีวิตเราจะสู้ในฐานะคนที่มีชีวิต ท่านเป็นดวงวิญญาณก็ต่อสู้กับเราในฐานะดวงวิญญาณ
ฯลฯ

จากนั้นมีการอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง 10 ข้อในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และนัดรวมตัวกับประชาชนอีกครั้งในเวลา 8.00 น.เพื่อเดินไปยังทำเนียบรัฐบาล

-        8.00 เวทีใหญ่ สนามหลวง: พิธีกรประกาศเรียกแกนนนำทุกคนขึ้นเวที เพื่อร่วมชูสามนิ้วเคารพธงชาติ เมื่อจบเพลง ผู้ชุมนุมเปล่งเสียง “ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ” ร่วมกัน 3 ครั้ง

-        เวลาเดียวกัน (8.00 น.) เพนกวินประกาศต่อหน้าผู้ชุมนุมว่า “วันนี้ มีบิ๊กเซอร์ไพรส์ เราจะไม่ไปทำเนียบรัฐบาล แต่เราจะส่งตัวแทนเราเคลื่อนขบวนไปยื่นหนังสือทั้ง 3 ข้อ กับข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ 10 ข้อให้กับคนที่เป็นเจ้าของสิ่งนั้น” นอกจากนี้ ยังกล่าวย้ำกับผู้ชุมนุมว่า “เราจะมาด้วยสันติวิธี ไม่มีการปะทะ ให้สัญญากับผมแล้วนะ”

-        8.07 ตำรวจควบคุมฝูงชนเพิ่มกำลังในสนามหลวงด้านฝั่งพระบรมมหาราชวังยืนตามแนวกั้นเป็นมากกว่า 400 นาย  ด้านจำนวนผู้ชุมนุมคาดว่ามีมากกว่า 6,000 คน

-        8.09 กลองศึกของผู้ชุมนุมเริ่มลั่นขึ้น เพนกวินกล่าว “นี่คือเสียงศึกของประชาชน คสช. ประกาศสงครามกับประชาชนด้วยการรัฐประหาร วันนี้เราประกาศสงครามคืนกลับไปที่เผด็จการ ขอเชิญพี่น้องตั้งขบวน ผมจะไปรอบนรถ พี่น้องให้ฟังผม” จากนั้นผู้ชุมนุมเปล่งเสียง “ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ” 3 ครั้งร่วมกัน ก่อนแยกตั้งขบวน

-        ในเวลาเดียวกัน รถฉีดน้ำกว่าหกคันและรถยิงแก๊สน้ำตาของทางตำรวจจอดเรียงหลังแนวกำลังของตำรวจควบคุมฝูงชนในสนามหลวง

-        8.12 มวลชนกำลังเคลื่อนตัวไปตั้งขบวนบริเวณรถเครื่องเสียงสามคันที่จอดรออยู่

-        8.15 น. เพนกวินชี้แจงเป้าหมายปลายทางคือพระบรมมหาราชวัง โดยใช้ถนนหน้าศาลฎีกา พร้อมบอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี มาเตรียมรอรับหนังสือได้แล้ว เพราะผมเป็นคนธรรมดา ไม่มีเงินไปเยอรมัน 

-        8.27 แนวหน้าของขบวนเคลื่อนตัวมาถึงบริเวณกำแพงเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเจรจา

-        8.32 แกนนำเพนกวิ้นขอให้มวลชนนั่งลง และจะให้ ปนัสยา ในฐานะตัวแทนแกนนำเข้าไปเจรจาเพื่อไปยื่นหนังสือให้ประธานองคมนตรี

-        8.35 ตำรวจควบคุมฝูงชนเสริมกำลังบริเวณหน้าศาลฎีกา ซึ่งเป็นทางที่ขบวนของผู้ชุมนุมกำลังมุ่งไป โดยยืนล้อมกรอบเป็นสี่เหลี่ยม มากกว่า 400 นาย

-        8.36 น. อานนท์กล่าวว่า “ฝากไปถึงท่านองคมนตรี ส่งตัวแทนออกมารับหนังสือของเราเดี๋ยวนี้ ตอนนี้น้องรุ้ง (ปนัสยา) พร้อมที่จะยื่นหนังสือตามข้อเรียกร้องของเราทุกประการ ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดทางให้รุ้งเข้าไปยื่นหนังสือกับตัวแทนองคมนตรีเดี๋ยวนี้ ขอเรียนให้ประธานองคมนตรีให้เกียรติประชาชนส่งตัวแทนออกมา พี่น้องตะโกนพร้อมกัน ‘ส่งตัวแทนออกมาๆ’” 

-        8.39 น. พล.ต.ท.ภคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ออกมาเจรจากับปนัสยา

-        8.45 น. อานนท์ ประกาศว่า “ผลเจรจาออกมาเป็นที่มาพอใจ  ตำรวจยินดีให้ตัวแทนเราสองคน เดินทางไปยื่นหนังสือถึงประธานองคมนตรี พี่น้องสื่อสามารถเข้าไปบันทึกภาพประวัติศาสตร์ ได้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลให้คำสัญญาว่าเมื่อยื่นเสร็จจะแยกย้ายขบวนของทั้งสองฝ่ายอย่างสันติ ข้อเสนอทั้ง 10 ข้อจะไปถึงประธานองคมนตรีอย่างแน่นอน”

-        8.47 น. ปนัสยา พร้อมเพื่อนรวมสองคนเดินมุ่งหน้ามาที่แนวแผงเหล็กกั้นหน้าศาลหลักเมืองเพื่อไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบองคมนตรี

-        8.52 น. พล.ต.ท.ภคพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เจราจาให้ปนัสยา ยื่นหนังสือต่อเขาแทนในฐานะผบ.เหตุการณ์ เมื่อปนัสยาถามถึงกระบวนการการยื่นหนังสือ ภคพงศ์ตอบว่า ยื่นหนังสือแล้วจะต้องส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า พิจารณาดำเนินการต่อไปอย่างไร จากนั้นสามารถติดตามความคืบหน้าของการยื่นจดหมาย
 
-        9.02 น. ปนัสยายื่นหนังสือผ่าน ภคพงศ์ แล้ว

-        9.06 ปนัสยาเดินเท้ากลับมาที่มวลชนและกล่าวกับมวลชนว่า “เมื่อกี้ได้ไปยื่นหนังสือของเรา เป็นนายตำรวจราชองครักษ์นะคะ ยื่นให้เขาเป็นตัวแทนในการส่งหนังสือให้เรา เขาบอกว่าจะส่งหนังสือนี้ไปที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ไม่รู้จะส่งไปที่นั่นทำไม แต่บอกเขาไปแล้วว่าถ้าพี่ไม่ยื่นให้เรา ถ้ามันไม่มีผลอะไร เดี๋ยวเราได้เห็นดีกันค่ะ วันนี้เป็นความสำเร็จของเรา เมื่อวานเรายึดท่าพระจันทร์ ยึดจิตวิญญาณคืนมา เรายึดสนามหลวงให้มาเป็นสนามของเรา และวันนี้เราได้ไปยื่นหนังสือให้ราชองครักษ์ เราได้แสดงพลังของประชาชน เมื่อวานมันพีคไปถึงแสน ขอบคุณทุกคนนะคะ ขอบคุณคนที่มาไม่ได้แต่ดูไลฟ์และให้กำลังใจ ขอบคุณที่แสดงออกว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอของเรา ตอนแรกหนูไม่มั่นใจเลยว่าจะมีคนเห็นด้วย แต่ตอนนี้มันเห็นแล้วว่ามันมีคนเห็นด้วย แสดงให้เห็นว่าข้อเสนอของเรามันจะแก้ปัญหาจากรากลึกจริง ๆ ขอบคุณทุกคนมากๆ ค่ะ”

-        9.09 น. เพนกวิน ประกาศว่า 

ในนามของแนวร่วมฯ และประชาชน ขอขอบคุณพี่น้องทุกคน ชัยชนะทั้งสามที่เราได้มาในสองวันนี้ ชัยชนะที่ช่วยนักศึกษา มธ. อย่างเราทวงคืนจิตวิญญาณที่อธิการมันทำหล่นหายไป ชัยชนะในการทวงคืนพื้นที่ประวัติศาสตร์ มันปิดไม่ให้เราเข้าไป เราเอาธงแดงปักเข้าไป เอาหมุดปักไปด้วย แสดงว่าเป็นของเราอย่างสมบูรณ์ และชัยชนะสุดท้ายที่ผมคิดว่าเป็นชัยชนะยิ่งใหญ่สุด คือการที่เราพิสูจน์ว่าราษฎรอย่างเราก็ยื่นหนังสือไปคุยกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินได้ วันนี้เราก็พิสูจน์แล้วว่าทุกคนตรงนี้เป็นคนเหมือนกัน เลือดสีแดงเหมือนกัน ไม่มีใครกรีดเลือดออกมาแล้วเลือดสีน้ำเงิน ต้องขอขอบคุณพี่น้องทุกคนที่มาร่วมกันและสร้างชัยชนะด้วยแนวทางสันติวิธีในวันนี้ เพื่อฉลองชัยชนะ ชูแล้วโห่ร้องให้คนบนฟ้าได้เห็น ให้เสียงที่เคยเป็นดินได้ยินถึงฟ้า 

ไม่ว่าประยุทธ์จะลาออกในวันพรุ่งนี้หรือไม่ แต่เราได้สร้างประวัติศาสตร์ ให้คนของกษัตริย์มาคุยกับเรา ต่อจากนี้จะต้องมีคนมาคุยกับกษัตริย์ว่าเมื่อไหร่จะปรับปรุงตัวสักที 

ในสงครามอันยาวไกลนี้ ชัยชนะครั้งนี้ คือชัยชนะในศึกแรก เหมือนที่จอมพล ป. เคยกล่าวไว้ว่า เราจะต้องขับเคี่ยวกันระหว่างอำนาจเก่าและอำนาจใหม่ คืออำนาจศักดินาและอำนาจประชาชน แต่มีข่าวดีว่า จอมพล ป. เคยพยากรณ์ว่าต้องใช้เวลา 80-90 ปีจากยุคของท่าน ปีนี้ปีที่ 88 แล้ว 

ชัยชนะที่สำคัญที่สุดคือการจุดประกายความกล้าหาญ ผมเชื่อว่าพี่น้องที่อยู่ตรงนี้คือพลพรรครักประชาธิปไตยที่กล้าหาญที่สุด และโลกเราในยุคนี้เป็นโลกกว้างข้อมูลสื่อสารปิดกั้นไม่ได้ ความกล้าหาญของเราจะถูกส่งต่อให้คนอื่นที่เห็นด้วยกับเราแต่ยังไม่ออกมาแน่นอน

และชัยชนะครั้งนี้จะถูกจารึกไว้บนแผ่นดิน และจะอยู่นานกว่าศิลาจารึกของพ่อขุนราม ขอให้พี่น้องจดจำในใจว่าชัยชนะที่แท้จริง ยังไม่ได้ตัดสินครั้งสุดท้ายที่นี่ แต่คือสิ่งที่พี่น้องจ้องกลับบ้านไปทำ 8 ข้อ

1. ยืนตรงชูสามนิ้วเคารพธงชาติ ไม่ว่าจะที่บ้าน โรงเรียน ห้าง สถานีขนส่ง หรือตลาดนัด

2. ได้ยินเพลงสรรเสริญในโรงหนัง ไม่ต้องยืนขึ้นแต่ให้ชูสามนิ้วแทน

3. ผูกโบขาวไว้ที่รั้วบ้าน กระเป๋า และที่ขากระจกรถ

4. เห็นขบวนคนใหญ่คนโต ไม่ว่าจะเป็นใครขอให้บีบแตร

5. ติดป้ายผ้าต่อต้านเผด็จการไว้ตามสะพานลอย หรือที่ชุมชนต่าง ๆ ฯลฯ

6. ประยุทธ์ไปจังหวัดไหน ขอให้ขึ้นป้ายคนจังหวัดนั้นไม่ต้อนรับเผด็จการ

7. นัดหยุดงานประท้วงรัฐบาล เริ่มต้นจากลาพักร้อนวันที่ 14 ตุลา พร้อมกันทั่วประเทศ

8. ทุบหม้อข้าวเผด็จการ แบนธนาคาร SCB เพื่อไม่ให้กษัตริย์วชิราลงกรณ์ได้กำไรไปเสวยสุขที่ต่างแดน

-        นอกจากนี้ เพนกวิ้นกล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมสังเกตการณ์รัฐสภาพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 24 กันยายนนี้
 
-        9.30 เพนกวินประกาศแยกย้าย “ขอให้พี่น้องหันหลังให้พระบรมราชวัง และเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ 24 กันยานี้เจอกัน” จากนั้นรถปราศรัยและผู้ชุมนุมทยอยออกจากสนามหลวง แยกย้ายกลับบ้าน