#ม็อบ2กันยา : ก้าวต่อไปไล่ประยุทธ์

วันที่2564-09-02

เวลา14:00

สถานที่แยกอโศก จ.กรุงเทพมหานคร

  • + 3

วัตถุประสงค์การชุมนุม

ขับไล่รัฐบาล หรือบุคคลในรัฐบาล

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม

501-1,000

จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ

-

รายละเอียดการชุมนุมโดยสรุป

2 กันยายน 2564 เวลา 16.00 น. ที่แยกอโศก ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อและสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุดนัดจัดกิจกรรม "ก้าวต่อไปไล่ประยุทธ์" เพื่อขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี การชุมนุมวันนี้เป็นครั้งที่สี่ที่ณัฐวุฒิร่วมการชุมนุมทางการเมืองหลังได้รับการปล่อยตัวในปี 2563 สามครั้งแรกเป็นกิจกรรมคาร์ม็อบ ขณะที่ครั้งที่สี่นี้เป็นการชุมนุมปักหลักและปราศรัย ณัฐวุฒิระบุผ่านเฟซบุ๊กทำนองว่า กระแสข่าวการโหวตล้มนายกรัฐมนตรีในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเรียกร้องให้พี่น้องเสื้อแดง, กปปส.และประชาชนทั่วประเทศออกมาร่วมกิจกรรมวันนี้

ในส่วนของรัฐสภา วันนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นวันที่สาม ประเด็นสำคัญคือ มาตรการรับมือกับโควิด 19 ของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายในประเด็นการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุในช่วงที่ผ่านมาด้วย

ลำดับเหตุการณ์

บรรยากาศการชุมนุมวันนี้ ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ผู้ชุมนุมเริ่มทยอยเข้าพื้นที่บริเวณรถไฟฟ้าใต้ดินสุขุมวิท ขณะที่กำลังตำรวจวันนี้เป็นตำรวจราจรที่มีการเจรจากับทีม We Volunteer เรื่องการจราจรว่า ขอให้พื้นที่การชุมนุมเริ่มจากแยกอโศกและยาวไปทางถนนเพชรบุรี โดยตำรวจจะปิดการจราจรบริเวณอาคาร Las Colinas เพื่อจำกัดกรอบพื้นที่การชุมนุม ผู้ชุมนุมมีการต่อว่าตำรวจด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็มีผู้ชุมนุมที่คอยห้ามปรามบอกว่า ตำรวจมาเพื่ออำนวยความสะดวกและไม่ใช่คู่ขัดแย้ง สถานการณ์เรียบร้อย

ระหว่างนี้ที่รอนัดหมายการชุมนุมในเวลา 16.00 น. ผู้ชุมนุมปราศรัยจากรถเครื่องเสียงของกลุ่ม DM เรื่องการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ และพูดถึงกลุ่มทะลุแก๊ซว่า การที่พวกเขาออกมาสู้เป็นเพราะเขาเผชิญความอยุติธรรมมานาน

เวลา 16.09 น. สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ระบุว่า รูปแบบกิจกรรมที่แยกอโศกจะเป็นลักษณะของตลาดนัดการเมืองหรือ Mob Festival กิจกรรมวันนี้ณัฐวุฒิ จะดูแลเรื่องการปราศรัย ส่วนของเขาจะชวนประชาชนเล่น #Popcat เพื่อจะดันสถานะประเทศไทยกลับไปที่อันดับหนึ่งและส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า ไทยต้องการให้เปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ สมบัติกล่าวด้วยว่า วันนี้มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่เรืองพื้นที่กิจกรรม วางแผนว่า จะจบกิจกรรมในเวลาประมาณ 20.00 น. 

นอกจากนี้จะทำให้แยกอโศกแห่งนี้เป็นป้อมค่าย คล้ายกับที่เกิดขึ้นที่แยกดินแดง เพื่อจะจัดกิจกรรมไล่ประยุทธ์ทุกวันในตอนเย็น ทำให้เหมือนกับที่เกิดขึ้นที่แยกดินแดงแต่จะไม่ให้มีความรุนแรง อย่างไรก็ตามการตัดสินใจอาจจะต้องรอให้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มอื่นๆในช่วงสองสามวันนี้ผ่านไปก่อนและผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 4 สิงหาคม 2564

เวลา 16.15 น. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อกล่าวว่า วันนี้นัดชุมนุมใหญ่นัดแรกหลังเคลื่อนขบวนคาร์ม็อบมาหลายครั้ง "เราตั้งใจจะให้วันนี้เป็นการเริ่มต้นแสดงพลังขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาบนท้องถนน ซึ่งสอดคล้องกับการอภิปรายไม่วางใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกเหนือจากการแสดงพลังกันแล้วก็ยังต้องการสื่อสารกับส.ส.ในสภาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านว่า ประชาชนจำนวนมหาศาล ซึ่งผมแน่ใจว่า เป็นคนส่วนของประเทศในขณะนี้ที่ไม่ยอมรับการบริหารของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนั้นส.ส.ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างประชาชนกับประยุทธ์ ซึ่งล้มเหลว สร้างความเสียหาย ผู้คนล้มตายมากมายกว่าหมื่นชีวิต ส.ส.ซึ่งมาจากประชาชนจะตัดสินใจเลือกอย่างไร"

"ผมเข้าใจว่า ขณะก็มีแรงเสียดทานทางการเมืองเกิดขึ้นกับพลเอกประยุทธ์ จากซีกรัฐบาลพอสมควรซึ่งแน่นอนว่า ประชาชนไม่ได้เกี่ยวข้องในเงื่อนไขความขัดแย้งดังกล่าว แต่ถ้าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆทางการเมือง จุดยืนของเราชัดเจน เรายอมรับการเปลี่ยนแปลงในระบบเท่านั้น ไม่ยอมรับวิธีการนอกระบบ ไม่ยอมรับวิธีพิเศษนอกเหนือบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หากพลเอกประยุทธ์ผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจเป็นนายกฯต่อ เราก็ยังยืนยันที่จะเดินหน้าขับไล่ แต่หากพลเอกประยุทธ์เกิดชะตากรรมทางการเมืองจากความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นเข้มข้นอยู่ในเวลานี้ ประชาชนก็ยังจะคงยืนยันข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงในระบบในกติกาที่มีอยู่ไม่เอาวิธีอื่นเป็นอันขาด"

"การชุมนุมในปัจจุบันเราเห็นว่า ต้องมีการยกระดับ ต้องมีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าหากว่า จะต้องเคลื่อนไหวชุมนุมกันต่อเนื่องจะมีการพัฒนาเนื้อหา รูปแบบ หรือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตลอดจนกลุ่มมวลชนต่างๆ อย่างที่เรียนว่า ในรอบสิบปีที่ผมออกมายืนกับพี่น้องบนถนนอีกครั้งก็มีความจำเป็นที่จะต้องประเมินสถานการณ์ร่วมกันและก็เคารพในพลังของกลุ่มหนุ่มสาวที่เขาเคลื่อนไหวต่อสู้กันมาก่อนในสถานการณ์นี้ ดังนั้นเราจะเดินหน้าโดยคำนึงถึงความจริงของสถานการณ์ การจะยกระดับหรือพัฒนาการใดๆก็จะเอาสถานการณ์เป็นตัวตั้ง"

"ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีเวลานี้ ส่วนสำคัญประการหนึ่งมาจากการล้มเหลวในเชิงการบริหาร แม้แต่สมาชิกพรรครัฐบาลก็พบเห็นว่า ถ้าพลเอกประยุทธ์ยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป ยากลำบากเหลือเกินที่พวกเขาจะเดินกลับไปหาประชาชนและประสบความสำเร็จทางการเมืองกลับเข้าสภาได้ ถ้าหากเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองอื่นในฝ่ายรัฐบาลผมไม่รับรู้ด้วย ผมเอาแค่ว่า ประชาชนเขารับพลเอกประยุทธ์ไม่ได้จากความล้มเหลวที่ผ่านมา ใครจะล้มพลเอกประยุทธ์ วันนี้ประชาชนยืนหยัดอยู่แล้วว่า เป็นเจตนาของเราแต่ในเรื่องวิธีการ เรายืนยันวิธีการในระบบเท่านั้น"

"ผมประเมินสถานการณ์ในขณะนี้คิดว่า การเมืองในสภามีความเข้มข้นแหลมคมที่สุดแล้วต้องติดตามนาทีต่อนาที ผมคิดว่า ต่อให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านไปแต่พลเอกประยุทธ์ได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างน้อยปรับคณะรัฐมนตรี ผมเชื่อว่า ความขัดแย้งที่เป็นอยู่นี้ ครม.ชุดนี้อยู่ร่วมกันไมได้แล้ว ทำงานกันต่อไปไม่ได้ ดังนั้นกระบวนการใดก็ตามที่กำลังปฏิเสธอำนาจของประยุทธ์ ผมว่า เดินมาถึงตรงนี้ก็ทำเสียให้เสร็จเถอะ ล้มพลเอกประยุทธ์ไปเสีย แต่อย่าใช้วิธีการนอกระบบ อย่าใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญเข้ามา เพราะถ้าแบบนั้นขัดเจตนารมณ์ของประชาชนก็ต้องสู้กันอีก"

"บรรยากาศความขัดแย้งนี้พลเอกประยุทธ์คงใช้อำนาจวิธีการทุกอย่างเพื่อที่จะรักษาเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเอาไว้ เป็นไปได้สูงว่า จะผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยเสียงข้างมากรักษาตำแหน่งไว้ได้ แต่รักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ไม่ได้...ความเปลี่ยนแปลงสถานเบาคือ ปรับครม. แล้วปรับครม.แล้วก็ไม่แน่ว่า รัฐบาลนี้จะอยู่ยาวจนครบวาระ เนื่องจากแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นมันกินลึกถึงข้างในแล้วเมื่อหงายไพ่เล่นกันแบบนี้ทั้งสองฝ่ายหยุดและยอมกันไม่ได้ หมายความว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุดและยอมเท่ากับยอมรับความตายตั้งแต่เกมยังไม่จบ ฉะนั้นผมเชื่อว่า ในช่วงเวลาสองสามวันที่เหลืออยู่ในสภาจะแหลมคมอย่างยิ่ง"

ณัฐวุฒิยังกล่าวด้วยว่า วันนี้จะมีตัวแทนนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่มาร่วมเวทีด้วยเป็นการเชื่อมร้อยการเคลื่อนไหวในแต่ละยุคสมัยเข้าด้วยกัน เขาออกมาในฐานะพลังหนุนเสริมขบวนหลักของคนหนุ่มสาว ไม่ใช่ผู้นำในขบวนการเคลื่อนไหว


เนื้อหาปราศรัย

๐ ปูน ธนพัฒน์ : จับมือคนเสื้อแดงรุ่นเก่าไล่ประยุทธ์ จะไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว

17.10 น. ปูน-ธนพัฒน์ กาเพ็ง จากกลุ่มทะลุฟ้า ปราศรัยในประเด็นการศึกษาและการเคลื่อนไหวของประชาชนว่า หลายคนอาจเคยได้ยินว่า เด็กรุ่นใหม่คือ อนาคตของชาติ ซึ่งมันก็จริงที่เด็กจะเป็นอนาคตที่จะนำมาพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญได้ แต่สิ่งที่เด็กรุ่นใหม่เผชิญคือ หลักสูตรเกี่ยวกับค่านิยม 12 ประการ วิชาหน้าที่พลเมืองที่ปลูกฝังเกี่ยวกับการรัฐประหารของประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีแต่ประวัติศาสตร์ของทหารในการยึดอำนาจ เขาถามว่า สมควรหรือที่เด็กจะต้องเรียนและขอให้กระทรวงศึกษาธิการปลูกฝังรากฐานประชาธิปไตยให้แน่นหนา ให้เด็กทุกคนตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพให้ทุกคนกล้าคิด กล้าทำกล้าแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา

"ผมไม่ต้องการให้เด็กรุ่นใหม่อย่างผมไปสอบนายร้อยจปร.เสร็จแล้วลากรถถังมาทำรัฐประหารแบบประยุทธ์ จันทร์โอชา เราอยากจะเห็นว่า เด็กรุ่นใหม่ที่เคารพการเลือกตั้ง กาบัตรในคูหาโดยมีรัฐธรรมนูญรับรองว่า นี่คือสิทธิเสรีภาพของประชาชน" 

"เราต้องการให้ประเทศของเราเป็นประชาธิปไตย เราต้องการให้ประเทศของเราก้าวหน้าและขับเคลื่อนได้โดยคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริงและมีแนวคิดใหม่ๆ เราไม่ต้องการหลักสูตรเก่าๆที่ออกแบบโดยคนเก่าๆแล้วมานำคนรุ่นใหม่เพื่อให้มีชีวิตแบบเก่าๆ ไม่อย่างนั้นประเทศไทยจะกลับสู่วันเก่าๆและไม่สามารถเดินหน้าสู่วันใหม่ๆได้ คนเก่าๆควรจะอยู่ในสถานที่เก่าๆไม่ใช่อยู่ในสภาแล้วออกกฎหมายมาเพื่อกดขี่ประชาชน"

"อย่าว่าแต่พ่อแม่พี่น้องที่โดนกดขี่เลย นักเรียน นักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ออกมาขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาก็โดนกดขี่เหมือนกัน ผมโดนหมดครับ...ตั้งแต่หมายเรียก หมายจับและคาดว่า ตอนนี้น่าจะโดนหมายหัวจากรัฐบาลชุดนี้แล้วด้วย สิ่งเหล่านี้คนไทยเก่าๆเขาจะเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ประชาธิปไตยที่โดนคนมีอำนาจกดขี่ ประชาธิปไตยที่มีข้าราชการคอยรับใช้นายกฯแล้วกดหัวประชาชน แต่อยากจะเรียนบอกว่า ผมไม่ต้องการประชาธิปไตยเก่าๆ ผมต้องการประชาธิปไตยใหม่ๆ โดยยึดหลักสากล" 

"คืนอำนาจให้ประชาชนซะ เลิกกดขี่นักเรียน นักศึกษาที่ออกมาขับไล่ท่านได้แล้ว ถ้าท่านอยากจะเห็นประเทศดี...ประยุทธ์ จันทร์โอชา ง่ายๆ ลาออกไปซะตอนนี้ยังทัน ง่ายๆ แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วให้ผู้แทนมาจากการเลือกตั้ง ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้หลายๆท่านก็คงจะทราบผลล่วงหน้าแล้วว่า สุดท้าย มันจะออกมายังไง แต่ก็อยากจะบอกว่า สุดท้ายแล้วยังไงเราก็จะต้องเดินหน้าขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาอยู่ดีไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง"

"พรรคฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาลมีสิทธิจะพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญได้ เพียงแค่ท่านยกมือโหวตไม่ไว้วางใจให้ประยุทธ์ จันทร์โอชาอยู่ในอำนาจ...ผมอยากให้ท่านตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพในการออกมาชุมนุมทางการเมืองของพวกเราทุกคนว่า นี่คือการชุมนุมอย่างสันติ ปราศจากอาวุธ ดังนั้นไม่ต้องกลัวอำนาจใดๆทั้งสิ้น"

"เราจะเดินหน้าขับไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชาอย่างเข้มข้นแน่นอนโดยมีคนรุ่นใหม่อย่างผมและคนเสื้อแดงรุ่นเก่าที่จะจับมือกันไปสู่ประชาธิปไตย เราจะไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียวเพราะนี่คือการต่อสู้และเราจะสู้ๆๆๆจนกว่าประเทศไทยจะได้ประชาธิปไตย"

๐ เป๋า-ยิ่งชีพ : จะออกจากวังวน #ปล่อยเพื่อนเรา ต้องยกเลิกมาตรา 112

17.30 น. เป๋า-ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนกล่าวถึงผู้ต้องหาทางการเมืองที่ถูกคุมขังในเวลานี้ เริ่มต้นด้วยการอ่านชื่อผู้ต้องหาได้แก่ ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์, ไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอก, บอย-ชาติชาย แกดำ, ฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารี, ณัฐชนน ไพโรจน์, อานนท์ นำภาและเวหา แสนชนะศึก และกล่าวว่า "ทุกคนที่เอ่ยชื่อมายังไม่มีคำพิพากษาให้จำคุก บางคนต้องคุมขังเพราะถูกตั้งข้อหามาตรา 112 และไม่ได้ประกันตัว บางคนถูกเพิกถอนประกันตัว บางคนไม่ได้ถูกข้อหา 112 แต่ถูกข้อหาจากการออกมาชุมนุมทางการเมือง"

"เราพูดคำว่า ปล่อยเพื่อนเรามาหลายครั้งแล้ว...คำว่า ปล่อยเพื่อนเรา พูดซ้ำๆๆ พอเสียงดังเขาก็ปล่อยออกมา พอเสียงเบาเขาก็เอากลับเข้าใหม่ พอเสียงดังหน่อยก็ให้ออกมาแปบนึงแล้วพอวันนึงมีการชุมนุมมีการเคลื่อนไหวข้างนอกเขาก็เอากลับเข้าไปใหม่..."

ยิ่งชีพกล่าวว่า ถ้าหากเล่าให้นักกิจกรรมที่อยู่ในเรือนจำฟังว่า มีกิจกรรมปล่อยเพื่อนเราอยู่ด้านนอก พวกเขาก็จะบอกว่า ไม่ต้องทำแล้ว แต่อยากให้ประชาชนด้านนอกต่อสู้ต่อไป ถ้าสามารถไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ และทวงคืนประชาธิปไตยกลับมาสู่ประเทศนี้ พวกเขายอมที่จะถูกคุมขัง แต่เราก็ยังยืนยันเสมอมาว่า ถ้าไปสู่เป้าหมายหรือได้ชัยชนะยังมีคนอยู่ในเรือนจำแปลว่า นั่นไม่ใช่ชัยชนะที่แท้จริง

"เพื่อนของเราล้วนมีความฝัน ล้วนมีเป้าหมาย ทุกคนอยากเห็นสังคมไทยดีขึ้น ทุกคนอยากเห็นเรามีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทุกคนมีคนที่เขารัก ทุกคนมีคนที่รักเขา...เขาบอกว่า ให้เราสู้ต่อไปไม่ต้องเป็นห่วงเขา แต่ยังมีพ่อแม่ของเขา ยังมีพี่น้องของเขา ยังมีคนรักของเขา ยังมีเพื่อนฝูงของเขาที่ต้องทนทุกข์ที่คนที่เขารักเข้าไปอยู่ในเรือนจำ 20 กว่าวันโดยไม่รู้ว่า จะได้ประกันตัวเมื่อไหร่" 

"กฎหมายมาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ห้ามการแสดงความคิดเห็นที่ตั้งโทษเอาไว้สูงเทียบเท่ากับความผิดฐานตระเตรียมการกบฏ และสูงเท่ากับความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา...ใครจะมาบอกว่า กฎหมายมาตรา 112 เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย เป็นวัฒนธรรมสำคัญที่ไม่เหมือนใครในโลก ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ เมื่อก่อนโทษไม่ได้สูงขนาดนี้ สาเหตุที่โทษเปลี่ยนมาเป็น 3-15 ปีก็เพราะว่าคณะรัฐประหารปี 2519 ออกประกาศคณะปฏิวัติ ทำให้โทษมันสูงขนาดนี้ สมัยก่อนการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ มาตรา 112 โทษน้อยกว่านี้และยังมีข้อยกเว้นสำหรับการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต"

"มาตรา 112 ที่มีอยู่ทุกวันนี้เป็นมรดกคณะรัฐประหารอย่างหนึ่งและเป็นกฎหมายที่มีปัญหาและเป็นอุปสรรคกับการเคลื่อนไหว สร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ท สังคมและการเมืองในประเทศไทยในปัจจุบัน ถ้าเราพูดว่า ปล่อยเพื่อนเราอีก ถ้าเราพูดว่า ปล่อยเพื่อนเราไปเรื่อยๆ อาจจะปล่อยออกมา ปล่อยออกมาแบบคดียังอยู่ อีกสองเดือนกลับเข้าไปใหม่ เราต้องกลับมาพูดปล่อยเพื่อนเราอีก วิธีเดียวที่จะทำให้เราไม่ต้องพูดว่า ปล่อยเพื่อนเราแล้ว วิธีเดียวที่จะทำให้คดีความที่ไม่ควรจะเป็นคดีความจบลงไป เราเปลี่ยนคำว่า ปล่อยเพื่อนเรา แก้ปัญหาที่ต้นตอยกเลิก 112 ถ้ายกเลิกกฎหมายมาตรา 112 เราจะรู้ว่า มีอะไรที่เราไม่เคยรู้อีกเยอะเลยและเราจะไม่ต้องพูดคำว่า ปล่อยเพื่อนเราอีกต่อไป"๐ ไล่เรียงประวัติศาสตร์คนคิดต่างที่ถูกรัฐปิดปาก

เวลา 18.00 น. มุก-พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ ปราศรัยว่า รัฐไทยชอบเรียกตัวเองว่า สยามเมืองยิ้ม แต่ใครพูดอะไรไม่ถูกใจกลับจับยัดคุกหมดเลย ไม่ใช่แค่เจ็ดคนที่เป็นนักโทษการเมือง เขาเป็นเพื่อนของเรา เป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นน้องของเราเพียงเพราะพูดในเรื่องที่รัฐไทยไม่อยากได้ยิน เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เกิดตั้งแต่สมัยจิตร ภูมิศักดิ์ที่เผยแพร่ความคิดอุดมการณ์และถูกคุมขังหกปี เมื่อได้รับการปล่อยตัวก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐคุกคาม ทำให้จิตรเข้าสู่ชนบทในภาคอีสาน ท้ายที่สุดเขาถูกยิงทิ้ง นอกจากจิตรแล้วยังมีอีกหลายคน เช่น หะยีสุหลง ที่เป็นผู้นำชาวบ้านในชายแดนใต้ที่ยื่นข้อเสนอการกระจายอำนาจในชายแดนใต้ รัฐไทยจับกุมหะยีสุหลงและเมื่อได้รับการปล่อยตัวก็ถูกอุ้มหาย

ชะตากรรมของหะยีสุหลงไม่แตกต่างกับนักเคลื่อนไหวในช่วงร่วมสมัยอย่างลุงสนามหลวงและสุรชัย แซ่ด่าน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่ต้องเผชิญชะตากรรมหลังแสดงความคิดเห็นเช่น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลที่พูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ จนถูกคุกคามยิงบ้านและต้องลี้ภัยทางการเมืองหลังรัฐประหาร
 
๐ ขบวนกี เต้นอย่างเดียวเจอคดีฝ่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯแล้ว 12 หมาย

เวลา 18.15 น. วาดดาว-ชุมาพร แต่งเกลี้ยง เฟมินิสต์ปลดแอก กล่าวว่า การเรียกร้องของเฟมินิสต์ปลดแอก เราต้องการทำลายปิตาธิปไตยเพื่อขยับเพดานประชาธิปไตยให้ทุกคนเท่ากัน กลุ่มเฟนินิสต์ปลดแอกได้จ้างงานรถบรรทุกที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ทำ "ขบวนกี" กิจกรรมอย่างเดียวคือ เต้นยั่วๆบนรถบรรทุก จนตอนนี้เยาวชนและสมาชิกเฟมินิสต์ปลดแอกถูกหมายเรียกฐานฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯไป 12 หมายแล้ว เธอตั้งคำถามกับตำรวจว่า ถ้าเต้นยั่วยังถูกหมายเรียกและจะเอาอะไรกับพี่น้อง Sex worker ที่ถูกจับกุมและไม่เคยได้รับสวัสดิการของรัฐ 

ท่ามกลางความโกลาหลของโควิด 19 โชคร้ายของประเทศไทยมีรัฐบาลที่เคยชินกับการใช้อำนาจมากกว่าการรับฟัง สนุกกับการซื้ออาวุธ มากกว่าการสร้างรัฐสวัสดิการและยังออกคำสั่งเพื่อปกป้องตัวเองมากกว่ากระจายอำนาจ อย่าลืมว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชาอยู่มาแล้วเจ็ดปีและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็อยู่มาพอกัน ไวรัสโคโรนาได้เปิดโปงความเน่าเฟะของผู้นำไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ "เป็นบ้าอะไรมีชื่อซ้ำๆ หนึ่งโรงพยาบาลมีชื่อวาดดาวหนึ่ง วาดดาวสอง วาดดาวสาม...แบบนี้มันยุติธรรรมไหม"

วาดดาวกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมารัฐไม่เคยเห็นหัวประชาชน ไม่เคยเห็นความสำคัญของชีวิตประชาชน เขาแก้ไขปัญหาโดยรวมอำนาจและใช้งบประมาณล้นเกิน "ก่อนหน้านี้หลายปีที่ผ่านมาพื้นที่ตรงนี้มันเป็นของนกหวีดเพราะพวกนกหวีดไม่เคยคิดว่า เสียงของเราสำคัญ แต่หนึ่งปีที่ผ่านมามีการลุกขึ้นของเยาวชน เราเห็นเยาวชนมีความหวัง" 

รัฐบาลประยุทธ์ตีตราพลเมืองว่าเป็นศัตรูของรัฐ มีนักเคลื่อนไหวที่ถูกพรากจากครอบครัวและโยนเข้ากรงขัง  มีการปราบปรามด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง รวมทั้งตั้งข้อกล่าวหาอย่างการฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯและมาตรา 112 กับเด็กและเยาวชน รัฐบาลของประยุทธ์ทำให้หลายคนต้องหาพลุและสิ่งของต่างๆที่ประกอบขึ้นเองมาสู้กับกระสุนยางและแก๊สน้ำตา เปลี่ยนให้เยาวชนที่เพรียกหาความเปลี่ยนแปลงไปสู่การต่อสู้ที่รุนแรงขึ้น

"เราอย่าปฏิเสธเรื่องเหล่านี้เลย นี่คือความรับผิดชอบของพวกเราทั้งหลายที่ส่งต่ออนาคตที่มองไม่เห็นให้กับเยาวชนรุ่นต่อไป" วาดดาวเรียกร้องให้ทุกคนลุกขึ้นมาปกป้องก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ไม่ว่าจะการเผชิญหน้าของเจ้าหน้าที่รัฐ, คนล้มตายจากปัญหาวัคซีนไม่เพียงพอและสาธารณสุขที่ล้มเหลว และเศรษฐกิจที่พังพินาศ 

๐ เต้น-ณัฐวุฒิ : คนเสื้อแดง คนรุ่นใหม่และภารกิจไล่ประยุทธ์ 

เวลา 19.15 น. ที่แยกอโศก ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัยในหัวข้อ "ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย" เนื้อหาโดยสรุปเป็นการวิพากษ์การบริหารจัดการของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, การปราบปรามการชุมนุมและการจองจำเยาวชนคนรุ่นใหม่ และเหตุที่เขาสวมเสื้อสีแดงเข้าร่วมการชุมนุมกับเยาวชนระบุว่า เป็นการทำเพื่อพี่น้องของเขาที่ถูกฆ่าตายกลางเมืองเมื่อปี 2553 รายละเอียดดังนี้

"พี่น้องที่เคารพรัก ผมเข้าใจเรื่องมาตรการโรคระบาดเป็นอย่างดี ฉีดแอลกอฮอล์มีระยะห่าง พูดในที่กลางแจ้ง ฉีดวัคซีนมาบ้างแล้ว ติดคุกไปแล้วสองรอบเพิ่งบูสต์รอบสามเมื่อปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นทุกอย่างตามมาตรการ รับรองว่า ไม่มีปัญหาเรื่องโรคระบาด ผมมีปัญหากับประยุทธ์ จันทร์โอชาคนเดียวก็ปวดหัวจะตายห่าแล้ว นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของประเทศนี้เคยสำรอกวาจาด้วยทีท่าโอหังว่า มึงลองมาไล่ดูสิ ประยุทธ์ จันทร์โอชา กูมาแล้วไงวันนี้"

"หมั่นไส้มาเกือบแปดปี น้องๆทั้งหลายเขาออกมาต่อสู้เกือบสองปี...พอประกาศลงจัดคาร์ม็อบจะมายืนอยู่บนถนนเท่านั้นแหละ สะดุ้งสะเทือน มีราชกิจจานุเบกษาประกาศว่า หากชุมนุม ชุมนุมแล้วจะผิด ผิดแล้วจับ จับแล้วขยำ ขยำแล้วจะขยี้ เราไม่ได้ท้าทายแต่การชุมนุมโดยสงบ สันติและปราศจากอาวุธ เป็นสิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ทีกับผม ทีกับเด็กจะจับนักจับหนา จับแต่ทะลุแก๊ซ แต่ปล่อยไอพวกเที่ยวบาร์ เที่ยวผับเป็นคลัสเตอร์ใหม่ นี่ที่เด็กๆเขาชุมนุมกันมา ไม่เห็นมีคลัสเตอร์ม็อบ ระบาดรอบแรก เวทีมวยลุมพินี รอบสองแรงงานต่างด้าว รอบสาม คนใหญ่คนโต คนร่ำคนรวยเที่ยวผับจับสาว ไม่เห็นไปจับเลย...จับแต่ทะลุแก๊ซ"

"พี่น้องที่เคารพ เวลานี้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ฝ่ายค้านทำหน้าที่กันสุดๆ แต่เชื่อณัฐวุฒิเถอะ ลำพังฝ่ายค้านแพ้โหวตรัฐบาลแหงๆ แต่ที่หน้าสนใจก็คือว่า ตอนนี้รัฐบาลกำลังเสียบกัน ประยุทธ์ จันทร์โอชากับธรรมนัสกำลังห่ำหั่นกันและทำท่าว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือแรงกระเพื่อมใหญ่ทางการเมืองได้ พี่น้องเราก็เหลือเกินมาสะกิดถามผมว่า ณัฐวุฒิ ประยุทธ์กับธรรมนัสเขาซัดกันเราจะเชียร์ใครดี ผมบอกว่า อย่าไปเผลอใจ เชียร์เด็กเชียร์ได้แต่อย่าไปเชียร์คนพวกนั้น ใครชนะประเทศไทยก็ยังโคม่าอยู่ดี...

"ไม่ว่าความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐจะนำไปสู่อะไร ไม่ว่าประยุทธ์จะรอดหรือไม่รอด ไว้วางใจหรือไม่ ในนามประชาชนเรายอมรับแต่การเปลี่ยนแปลงภายใต้หลักการประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่เอาอำนาจนอกระบบ ไม่เอาอำนาจพิเศษ ไม่เอาวิธีเหนือรัฐธรรมนูญ กลายเป็นคำถามว่า แล้วถ้าอย่างนั้นใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็กำหนดเองไม่ได้ แต่กติกาเขียนไว้อย่างไร ถ้านายกฯลาออกก็ต้องโหวตเลือกจากแคนดิเดตนายกฯ  ของพรรคการเมือง ถ้าไม่ได้แคนดิเดตจากพรรคการเมืองก็ต้องเอานายกฯคนนอก แต่นายกฯคนนอกของผมหมายความว่า ต้องมาจากส.ส.ในสภาเท่านั้น สองอย่างนี้ถึงจะเป็นไปตามหลักการ"

"พี่น้องผมแย้งว่า ถ้าแบบนี้มันจะไม่มีใครนะณัฐวุฒิ แคนดิเดตก็ไม่ถูกใจ ส.ส.ที่อยู่ในสภาก็ไม่ถูกใจ พี่น้องจะเอาถูกใจไว้ทีหลัง วันนี้ถ้าไม่เอาสักอย่างอำนาจนอกระบบจะเข้ามา เข้ามาแทรกแซง เข้ามากำหนดเกณฑ์แล้วเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เราเหนื่อย เราต้องสู้กันหนักอีก ดังนั้นจับตาดูสองสามวันนี้ให้ดีพี่น้องว่า ใครจะชนะจับตาดู แต่ที่แน่ๆ สภาพแบบนี้ประยุทธ์เชื้อลงปอดแล้ว เมื่อเช้าผมดูชี้แจงในสภา สูดน้ำมูกซื้ดซ้าด...และไม่ต้องห่วงนะ ถ้าประยุทธ์ไปแล้ว บางคนบอกว่า อย่าไปเผลอใจเชียร์ประวิตรเชียวนะ เห็นแกเดินยากๆอยู่ ประวิตรไม่ได้อยู่ในแคนดิเดตนายกฯ ประวิตรไม่ได้เป็นส.ส. ไม่ได้อยู่ในระบบไม่ได้อยู่ในกติกา"

"แต่พูดก็พูดพี่น้อง นี่เปลือยหัวใจในบรรดาสามป. นี่ผมชอบประวิตรมากที่สุด ชอบอยู่คนเดียวแกน่ารักกว่าเพื่อน ผมนี่พูโกันคอแหบคอแห้งกว่าจะอธิบายสภาพประเทศไทยได้ ประวิตรเป็นคนเดียวที่ไม่ต้องพูดอะไร แค่เดินนี่เราก็เข้าใจสถานการณ์ประเทศไทยแล้ว เดินคนต้องพยุง ไปไหนมาไหนไม่ประคองล้ม นี่แหละครับสถานการณ์ประเทศไทย ยักแย่ยักยัน อธิบายอะไรในเชิงหลักการไม่ได้ ประชาชนจึงต้องออกมาช่วยกันอีกครั้ง ผมจึงต้องออกมายืนร่วมกับพี่น้องอีกครั้ง"

"ที่ออกมายืน ขอให้ท่านโปรดรับทราบว่า จำนวนครั้งคูณด้วยจำนวนคดี ตำรวจเดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่ขยันคลุมถุงดำ แต่ยังขยันออกหมายด้วย ภายใต้อำนาจบริหารของประยุทธ์ จันทร์โอชาฉิบหายทุกอย่างทุกประการของประเทศไทย ประกาศปฏิรูปตำรวจ นี่อยู่มาเกือบแปดปีแล้ว ปฏิรูปอะไรได้บ้าง เปลี่ยนแปลงจากตำรวจสมัยก่อนปราบยาสามเหลี่ยมทองคำ เดี๋ยวนี้ได้แค่ปราบเด็กสามเหลี่ยมดินแดง ทุบตีลูกหลาน ไล่ยิง ไล่ขว้าง ไล่กระทืบ ทำอย่างกับเด็กพวกนั้นเป็นโจรก่อการร้ายอะไรที่ไหนก็ลูกหลานคนไทยทั้งนั้น..."

"สิบกว่าปีที่แล้วไอ้พวกนั้นสู้กับผม ผมอยู่ราชประสงค์ ประยุทธ์อยู่ศอฉ. ห้ำหั่นกันไปสู้กันไปสู้กันมา ผ่านไปแปบเดียวมาสู้กับเด็ก 14-15 ได้ และยังไม่รู้สำนึกมึงจะบ้าได้ถึงไหน นี่ใจคอประยุทธ์ จันทร์โอชาคุณจะอยู่จนกระทั่งเด็กสองขวบเอาขวดนมมาตีกับคฝ.หรือยังไง ไม่ได้สำนึกเลยว่า อนาคตของชาติที่เขารู้สึกว่า ชาติไม่มีอนาคตให้มันเจ็บปวดขนาดไหน ไม่ได้สำนึกว่า การเข้ามายึดอำนาจและสืบทอดอำนาจมันได้ทำลายชีวิตคน มันได้ทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไปปานใด"

"จะปฏิรูปกองทัพยึดอำนาจเสร็จสรรพร้องเพลงเราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน กองทัพจะต้องพัฒนา กองทัพจะต้องก้าวหน้า วันนี้นายประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ทำให้กองทัพไม่ใช่กองทัพของประชาชน แต่ทำให้กองทัพเป็นคู่ต่อสู้ของประชาชน คนติดโรคป่วยโควิดตายกันเป็นหมื่น ตายคาเตียง ตายคาบ้านและตายกลางถนน ตายทั้งรวย ตายทั้งจนก็ไม่มีเตียงรักษา เขาเรียกร้องให้ไปสร้างห้องไอซียู มันไปสร้างได้แค่ห้องไอโอ"

"กองทัพที่เคยปกป้องประเทศทำได้เพียงปกป้องประยุทธ์ เขาพูดกันในสภา นั่งเข้าไปในห้องประชุม วันๆไม่ได้ทำอะไร เช้ามาแต่งเครื่องแบบ...เป็นพวกไอโอ เป็นพวกอวตาร เกียรติยศศักดิ์ศรีของทหารหายไปไหน เหยียบย่ำข้าราชการของชาติแบบนี้ได้ยังไง แล้วนายทหารในกองทัพไม่เห็นมีใครหืออือ ไม่เห็นมีใครออกมาบอกว่า ประยุทธ์แบบนี้คุณทำไม่ได้ ไม่มี...แล้วล็อคตัวกัน เช่นถ้าใครมีหน้าที่ไอโอนายณัฐวุฒิ เช้ามาแถวตรง ตามระเบียบโพสต์ ณัฐวุฒิโพสต์อะไรก็เผาบ้าน เผาเมือง หลับหูหลับตาพิมพ์กันไป ไม่ได้รู้ว่า ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ได้รู้ว่า ศาลเขายกฟ้อง"

"นี่คือสภาพความจริง นี่คือความเสื่อมถอยของประเทศ เราต้องชี้กันให้เห็น พี่น้องออกมามันจึงเป็นความกล้าหาญ มันจึงเป็นความทรนงองอาจ ตำรวจวันนี้ คืนนี้ ถ้าจะออกหมายปล่อยพี่น้องทั้งหมดนี้ไป อย่าไปข้องแวะกับประชาชน...เหตุผลเพราะว่า ถ้าเรากินอิ่มนอนหลับ ถ้าเราได้รับความผาสุกตามสมควร ถ้าเราไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องโรคระบาด ถ้าเราไม่ต้องเจ็บปวดกับคนร่วมชาติ ป่วย ตาย เจ๊ง จน เราจะข้ามเส้นโรคระบาดมานั่งชุมนุมอยู่ตรงนี่ได้ยังไง กินอิ่มนอนหลับไม่มาหรอก แต่มาเพราะเจ็บปวด เกินกว่าที่จะทานรับได้"

"ภายใต้อำนาจของประยุทธ์โควิดไม่มีทางดีขึ้น ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นและผิดพลาดมาโดยตลอด วัคซีนไม่รู้จักซื้อหา หยิ่งไม่เข้าโครงการโคแวกซ์ ประยุทธ์นี่แหละทำให้ประเทศเราไม่เข้าโคแวกซ์ อะไรก็ตามที่หยิบจับในการแก้ปัญหา พังพินาศไม่เหลือชิ้นดี ให้ซื้อวัคซีนๆเจ๊ง ซื้อเอทีเคเจ๊ง ขนาดเขาแจกมาให้เอาไปกระจายกันเองยังเจ๊ง นี่แหละคือสภาพรัฐบาลที่อ้างว่า จะอยู่ต่อไป นี่แหละคือสภาพนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า มีความสามารถจะพาคนทั้งชาติพ้นวิกฤติได้"

"นายประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมอยากจะบอกคุณไว้ว่า เที่ยวนี้ถ้าคุณรอดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมจะชวนพี่น้องประชาชนไล่ทุกเมื่อเชื่อวันจนกว่าคุณจะไป"

"ผมต้องพูดถึงน้องๆผมหลายคนที่ยังอยู่ในเรือนจำ ผมต้องพูดถึงการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวที่เขายืนหยัดด้วยความกล้าหาญและถูกกระทำอย่างเจ็บปวดมาจนถึงวันนี้ ผมเป็นพ่อคน ลูกชายผมอายุ 13 ปี วันนี้ผมพบคนเป็นแม่คนลูกชายอายุ 20 กว่าปี แม่เพนกวินก็มาอยู่กับเราตรงนี้ การต่อสู้ของคนหนุ่มสาวตลอดสองปีที่ผ่านมา พวกเขาถูกกระทำ พวกเขาถูกว่าร้าย พวกเขาถูกคุมขัง พวกเขาถูกอธิบายความหมายให้กลายเป็นพลังอันตราย แต่ผมอยากจะยืนยันกับพี่น้องว่า นี่คือ พลังบริสุทธิ์ที่งดงาม นี่คือพลังที่ประเทศนี้ต้องรักษาเอาไว้ เด็กมันไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการออกมารวมตัวกันและประกาศว่า จะไม่ให้มีใครกดหัวพวกเขาได้อีกต่อไป ถ้าเด็กผิด เด็กพลาดก็ต้องเตือน ก็ต้องบอก ต้องเมตตา ต้องให้โอกาส ไม่ใช่ฟาดฟันและเอาเด็กไปขังไว้"

นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงสถานการณ์ที่นักกิจกรรมทางการเมืองถูกคุมขังและติดโควิด โดยไม่สามารถย้ายไปรักษาที่อื่นได้ เขาเปรียบเทียบกรณีการคุมขังผู้กำกับโจ้ที่ย้ายสถานที่คุมขังมาหลายครั้ง และบอกว่า "ไอ้กวิ้น ไอ้ไมค์ ไอ้ไผ่ น้องผมมันผิดอะไรเลวร้ายกว่าไอโจ้อะไรนักหนาถึงไม่ช่วยให้รักษาที่ดีกว่า" 

"อานนท์ นำภา ทนายความ ปีๆหนึ่งไม่รู้ได้ทำหน้าที่ทนายบ้างหรือเปล่า ทนายบ้าอะไรเป็นจำเลยมากกว่าเป็นทนาย วันนี้อานนท์ นำภาก็อยู่ในที่จองจำ วันก่อนผมเห็นโพสต์เขาเขียนเรื่องราวคิดถึงลูกสาว หัวใจคนเป็นพ่อคนที่มีลูกเล็กเข้าใจความเจ็บปวดได้ เอาพวกนี้ไปขังไว้มีแต่รอยแผลของประเทศ เอาพวกนี้ไปขังไว้มีแต่ความเจ็บปวดบนผืนแผ่นดิน อานนท์จะไปขังไว้ทำไม ปล่อยมันมามันจะไปบุกยึดซอยไหน มันแค่อยากกินซอยจุ๊..."

"แต่ผู้มีอำนาจทั้งหลายท่านกำลังตีโจทย์ผิด ท่านกำลังเข้าใจสถานการณ์พลาด ท่านกำลังตั้งตัวเป็นคู่ต่อสู้กับคนหนุ่มสาวซึ่งเป็นอนาคตของประเทศแล้วท่านต้องดู เด็กๆที่เติบโตตามกันขึ้นมาส่วนใหญ่เขาคิดไปในแนวทางแบบเดียวกัน ท่านจัดการเพนกวิน จนเพนกวินติดคุกไม่สามารถออกมาสู้ได้วันนี้ เดี๋ยวก็มีกระจิบ กระจาบ เดี๋ยวก็มีนกสารพัดชนิดบินออกมาสู้อยู่ดี ท่านหักกิ่งไผ่ เดี๋ยวก็มีต้นอ้อ...ออกมาสู้อยู่ดี อำนาจมันทำได้เพียงลบอดีต แต่มันไม่สามารถลบอนาคตได้ และอดีตเมื่อใช้อำนาจลบวันหนึ่งเมื่ออำนาจมันเจือจางล้มหาย อดีตที่เป็นความจริงก็จะปรากฏขึ้นมา"

"เราต้องเข้าใจว่า วันนี้ประเทศไทยอยู่ท่ามกลางสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง ที่ผมมายืนพูดเพราะผมปรารถนาดี ต้องรู้ให้ได้สิว่า ท่ามกลางสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงก็มีสายลมแห่งความหวังดียืนป่าวประกาศอยู่นี่ มันไม่มีใครทำลายล้างกันไปหมดหรอกครับ สิ่งที่ผมพยายามพูดตลอดตั้งแต่ออกมาจากเรือนจำก็คือสังคมนี้มันต้องอยู่กันโดยท่ามกลางความแตกต่าง โดยกฎเกณฑ์ของความเปลี่ยนแปลง โดยที่ไม่มีใครอำนาจใดต้องถูกทำลายโค่นล้มให้สูญสลายหายไป อยู่ให้เป็นที่เป็นทางภายใต้กติกาที่ถูกต้องก็อยู่กันได้"

"แต่ว่ามีคนบางกลุ่มพยายามใส่ร้ายป้ายสี ผมพูดแบบนี้ก็จะไปตีความว่า ผมประสงค์ร้าย ทั้งๆที่ผมพยายามพูดความจริง พยายามสื่อสารอย่าตรงไปตรงมาว่า เราปล่อยบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ไม่ได้อีกต่อไป ผู้มีอำนาจทั้งหลายใครคิดจะอุ้มประยุทธ์อยู่ ใครคิดจะเอาประยุทธ์อุ้มนั่งตักไว้คิดดูดีๆ คนๆนี้คือศูนย์รวมความเกลียดชิงชังที่สุดในแผ่นดินไทย ณ ปัจจุบัน 14 ตุลา 16 มีสามเผด็จการ ถนอม ณรงค์ ประภาส สามคนนั้นรวมกันคนยังเกลียดไม่เท่าเกลีดยประยุทธ์ จันทร์โอชาคนเดียว นี่เกลียดสุด เด็กๆมีกลุ่มทะลุฟ้า ดินแดงมีกลุ่มทะลุแก๊ซ แต่ประยุทธ์ทะลุกู้ ทะลุโกง ทะลุแกง ทะลุกุ๊ย..."

"วันนี้ขอส่งเสียงไปถึงทุกอำนาจ ถึงทุกอิทธิพลในประเทศไทย อำนาจใดก็ตามจะงดงามและยืนยง ไม่ใช่อยู่บนหัวประชาชน แต่ต้องอยู่ในหัวใจประชาชนเท่านั้น ที่ที่อบอุ่นปลอดภัยที่สุดของอำนาจไม่ใช่อยู่ในค่ายทหาร ไม่ใช่อยู่โดยการปกป้องของอำนาจเผด็จการ ที่ที่อบอุ่นและปลอดภัยของอำนาจมีแต่ในหัวใจประชาชนเท่านั้นไม่มีที่อื่น มันต้องเข้าไปด้วยความจริงใจต่อประชาชน มันต้องเข้าไปด้วยความรักและห่วงใยต่อประชาชน โห่ร้องให้เขาได้ยินเสียงประชาชน เราคืออำนาจสูงสุด ประยุทธ์ออกไปเดี๋ยวนี้นี่คือ คำสั่งของประชาชน เผด็จการจงพินาศนี่คือ คำประกาศของประชาชน"

"ผมขออนุญาตเปิดใจ หลายคนถามผมว่า ณัฐวุฒิต้องใส่เสื้อสีแดงออกมาสู้หรือไม่ การใส่เสื้อสีแดงของผม มันอาจจะทำให้พี่น้องคนอื่นๆที่เคยเป็นคนเห็นต่างที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการต่อสู้ของคนเสื้อแดงแสลงใจ ผมอยากกราบเรียนพี่น้องว่า ผมใส่เสื้อสีแดงออกมาในทุกเวทีต่อสู้ ผมไม่ได้ใส่ให้นายณัฐวุฒิ ใสบเกื้อ ผมใส่ให้พี่น้องผมที่ถูกเขาฆ่าตายเมื่อเดือนเมษา-พฤษภา ปี 53 นี่คือสิ่งที่ผมทำให้พวกเขาได้ พวกเขาถูกฆ่าตายกลางถนนในเมืองหลวง เป็นร้อยศพ คดีไม่ไปถึงไหน"

"ผมไปฟ้องศาลอาญา ศาลอาญาตัดสินถึงชั้นฎีกาให้ไปเริ่มที่ปปช. ผมไปที่ปปช. ปปช.บอกว่า อภิสิทธิ์ สุเทพคนสั่งการไม่ผิด ยกคำร้อง ฟ้องไม่ได้ ศาลบอกว่า ให้ฟ้องเจ้าหน้าที่คนลงมือทำ เจ้าหน้าที่คนลงมือทำหลายคนชื่อปรากฏเป็นทหาร ผมไปฟ้องศาลทหาร ศาลทหารบอกว่า ไม่พบตัวผู้กระทำความผิด คดีเดินไม่ได้ สิบกว่าปีแล้วพี่น้องผมถูกยิงตายโดยคดีไม่ไปถึงไหน ดังนั้นพี่น้องใครแสลงใจกับคนเสื้อแดง ใครไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ของคนเสื้อแดง อย่าออกจากขบวนนี้ อยู่เถอะ สู้ด้วยกันเถอะ ผมจะไปยืนมุมๆของการต่อสู้ก็ได้ ผมไม่ต้องเดินมาบนเวทีก็ได้ แต่ขออย่าให้ผมถอดเสื้อสีแดงได้ไหม 

"ผมต้องใส่ให้พี่น้องผมที่ถูกฆ่าตาย นี่คือสิ่งเดียวจริงๆที่ผมทำให้พี่น้องผมได้ พี่น้องผมถูกยิงตายบนเครื่องแบบเสื้อสีนี้ เขานอนตายบนถนนในกรุงเทพฯ ด้วยหัวใจด้วยจิตวิญญาณที่เขาเป็นคนเสื้อแดง ไม่ได้ต้องการจะประกาศว่า แกนนำเสื้อแดงมานำประชาชน ไม่ได้ต้องการแอคอาร์ทว่า ไอ้พวกเสื้อแดงมายืดหน้าชูคอ ทำให้คนที่เขาไม่เคยเห็นด้วยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ แต่เสื้อตัวนี้มันโอบคลุมวิญญาณพี่น้องผม มันโอบคลุมวิญญาณที่ถูกรัฐฆ่าตาย"

"วันนี้อยากขอบคุณพี่น้องทุกคน...ได้เปิดใจด้วยความปรารถนาดี กับประยุทธ์ ผมไม่มีความปรารถนาดีให้ แต่กับทุกอำนาจในสังคมไทย ผมมีความปรารถนาดี ผมตั้งปณิธานอย่างจริงใจว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นความเปลี่ยนแปลงนำพาสังคมไทยไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนอยู่กันได้ ไม่ต้องทำลายไม่ต้องเข่นฆ่า เป็นความเปลี่ยนแปลงที่คนเห็นคนเป็นคน และคนกับคนเท่ากับคน"